สรุปประเด็น "ประกันสังคมนายจ้าง" และวิธีรับมือสำหรับผู้ประกอบการ

JobFinFin สรุปให้
- ประกันสังคมนายจ้าง หน้าที่ตามกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป
- นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้างภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มจ้างงาน
- อัตราเงินสมทบอยู่ที่ฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง คำนวณจากฐานค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท
- นำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ผ่านระบบ e-Payment หรือธนาคาร
- ระบบ e-Service ช่วยให้ทำธุรกรรมออนไลน์ได้สะดวก เช่น การขึ้นทะเบียน แจ้งเข้า-ออกงาน
- การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายมีโทษปรับหรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประกันสังคมนายจ้าง ระบบประกันภัยที่รัฐจัดให้กับแรงงานในระบบเพื่อสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิต เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่นายจ้างทุกรายต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เมื่อมีการจ้างงานลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป การเข้าใจระบบประกันสังคมนายจ้างจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นค่ะ
ประกันสังคมนายจ้าง คืออะไร เหตุผลที่นายจ้างต้องเกี่ยวข้อง

ประกันสังคมนายจ้าง คือระบบการสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตให้กับลูกจ้างหรือผู้ประกันตน โดยนายจ้างมีหน้าที่ในการขึ้นทะเบียน หักเงินสมทบจากค่าจ้างของลูกจ้าง และนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างในกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และการลงทะเบียนว่างงาน
นายจ้างทุกรายที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมนายจ้างและลูกจ้างกับสำนักงานประกันสังคมค่ะ เหตุผลที่นายจ้างต้องเกี่ยวข้องกับประกันสังคม มีดังนี้
- ข้อบังคับตามกฎหมาย การขึ้นทะเบียนประกันสังคมเป็นข้อบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม 2533 ถ้าฝ่าฝืนไม่ขึ้นทะเบียน จนทำให้ลูกจ้างไม่ได้เป็นผู้ประกันตน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- สร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจ การที่บริษัทมีสวัสดิการพนักงานพื้นฐานช่วยสร้างความมั่นคงให้กับพนักงาน เป็นส่วนที่ช่วยให้พนักงานตัดสินใจมาทำงานร่วมกับบริษัท เมื่อพนักงานมีความสุขและมั่นคง ธุรกิจก็ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
- ให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้าง ระบบประกันสังคมช่วยให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตลอดช่วงการทำงานจนถึงวัยเกษียณ
อัตราเงินสมทบและการคำนวณส่วนที่นายจ้างต้องรับผิดชอบ
อัตราเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างเท่ากับลูกจ้าง คืออัตรา 5% ของค่าจ้าง โดยกฎหมายให้คิดฐานค่าแรงขั้นต่ำ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท (แม้ว่าค่าจ้างจริงจะต่ำหรือสูงกว่านั้นก็ตาม) รัฐบาลจะร่วมสมทบอีกส่วนหนึ่งในอัตรา 2.75%
ในกรณีของนายจ้าง ต้องส่งเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้างลูกจ้าง ขั้นต่ำ 83 บาท/เดือน และสูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน ส่วนลูกจ้างก็ต้องจ่ายในอัตราเดียวกัน วิธีการคำนวณเงินสมทบประกันสังคม คือ
- เงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่าย = 1,650 x 5% = 82.50 บาท (ปัดขึ้นเป็น 83 บาท)
- เช่น เงินเดือน 10,000 บาท เงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่าย = 10,000 x 5% = 500 บาท
- เงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่าย = 15,000 x 5% = 750 บาท
อัตราเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ในบางช่วงอาจมีการปรับลดอัตราเงินสมทบเพื่อบรรเทาภาระให้กับนายจ้างกับลูกจ้าง หรือในกรณีพิเศษ เช่น ในพื้นที่ประสบอุทกภัยมีการลดอัตราเงินสมทบช่วงระยะเวลา 6 งวดเดือน โดยอัตราเงินสมทบนายจ้างกับผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิม 5% ลดเหลือ 3% นายจ้างจึงควรติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสมทบอย่างสม่ำเสมอค่ะ
ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้างในระบบประกันสังคม

การขึ้นทะเบียนในระบบประกันสังคมนายจ้างและลูกจ้าง เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีขั้นตอนดังนี้ค่ะ
1. การขึ้นทะเบียนนายจ้าง
เมื่อมีพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป เจ้าของธุรกิจในฐานะนายจ้างมีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน นับจากวันที่เริ่มจ้างงาน โดยกรอกแบบฟอร์ม สปส.1-01 พร้อมเตรียมเอกสารประกอบสำหรับนายจ้าง (นิติบุคคล) มีดังนี้
- แบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส.1-01)
- สำเนา หนังสือรับรองการทำงาน และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนนิติบุคคลพร้อมวัตถุประสงค์
- สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)
- แผนที่ตั้งของสถานประกอบการ
- หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรแสตมป์ (ถ้ามอบอำนาจให้ผู้อื่นมาขึ้นทะเบียนแทน)
2. การขึ้นทะเบียนลูกจ้าง (ผู้ประกันตน)
หลังจากขึ้นทะเบียนประกันสังคมนายจ้างแล้ว นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน โดยใช้แบบฟอร์ม สปส.1-03 พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของลูกจ้างและ เอกสารสมัครงาน ที่จำเป็น
ปัจจุบันเมื่อเจ้าของธุรกิจจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้างต่อสำนักงานประกันสังคมโดยอัตโนมัติ (เริ่มใช้จริงวันที่ 16 ต.ค. 2019 เป็นต้นไป) เจ้าของธุรกิจสามารถใช้เลขนิติบุคคล 13 หลัก ดำเนินการขึ้นทะเบียนลูกจ้าง/ผู้ประกันตน เมื่อมีการจ้างลูกจ้างภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มจ้างงานค่ะ
3. ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนผ่านระบบออนไลน์
หลังจากลงทะเบียนขอทำธุรกรรมประกันสังคมนายจ้างผ่านอินเทอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว นายจ้างสามารถเข้าสู่ระบบเพื่อทำธุรกรรมทะเบียนต่าง ๆ ได้ เช่น ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน แจ้งรับผู้ประกันตนเข้าทำงาน แจ้งสิ้นสุดผู้ประกันตน แจ้งเปลี่ยนข้อมูล หรือส่งเงินสมทบ ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนผ่านระบบออนไลน์ มีดังนี้
- เข้าเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th เลือกหัวข้อ "สถานประกอบการ"
- เลือกเมนู "ทะเบียนผู้ประกันตน" จากนั้นกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน
- เลือก "ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน/แจ้งรับผู้ประกันตนเข้าทำงาน (สปส.1-03)" และเลือกสถานประกอบการที่ต้องการดำเนินงาน
- กรอกข้อมูลของผู้ประกันตน (ลูกจ้าง) ให้สมบูรณ์
- สำหรับผู้ที่ไม่เคยขึ้นทะเบียน ต้องกรอกข้อมูลพนักงานใหม่ทั้งหมด หรือกรอกเพียงเลขบัตรประชาชนสำหรับพนักงานที่เคยขึ้นทะเบียนแล้ว เลือกสถานพยาบาลเดิม
- ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง
- ยืนยันบันทึกข้อมูล ระบบจะแสดงหน้าจอยืนยันการบันทึกข้อมูล และส่ง e-mail แจ้งรับข้อมูลการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน
การนำส่งเงินสมทบประกันสังคมผ่านช่องทางต่าง ๆ

นายจ้างมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคมในส่วนที่หักจากค่าจ้างของลูกจ้างและแสดงใน สลิปเงินเดือน และส่วนที่นายจ้างต้องสมทบให้แก่ลูกจ้าง โดยต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปค่ะ
ช่องทางการชำระเงินสมทบประกันสังคมสำหรับนายจ้าง
วิธีการชำระเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างทำได้หลายช่องทาง ได้แก่
- การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ช่องทางที่สะดวกรวดเร็ว โดยนายจ้างสามารถชำระเงินผ่านบริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง (Internet Banking) หรือโมบายแบงก์กิ้ง (Mobile Banking) ของธนาคารที่ให้บริการ
- การชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร นายจ้างสามารถนำแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ (สปส.1-10) ไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคารที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
- การชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส นายจ้างสามารถชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสที่ร่วมให้บริการรับชำระเงินสมทบประกันสังคม
- การชำระเงินผ่านหน่วยบริการของสำนักงานประกันสังคม นายจ้างสามารถชำระเงินสมทบได้ที่หน่วยบริการของสำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ
- การชำระเงินผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม นายจ้างสามารถชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานประกันสังคมได้โดยตรง
รูปแบบและเอกสารที่ใช้ในการนำส่งเงินสมทบประจำเดือน
เอกสารที่ใช้ในการนำส่งเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างกับลูกจ้างประจำเดือน ได้แก่
- แบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ (สปส.1-10) เอกสารหลักที่ใช้ในการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม โดยนายจ้างต้องกรอกข้อมูลให้สมบูรณ์ ทั้งข้อมูลสถานประกอบการ จำนวนเงินสมทบทั้งส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง
- ใบรายการแสดงรายชื่อและค่าจ้างของผู้ประกันตน (สปส.1-10/1) เป็นเอกสารที่แสดงรายชื่อและค่าจ้างของผู้ประกันตนแต่ละคน เพื่อใช้ประกอบการยื่นแบบ สปส.1-10
- ใบเสร็จรับเงิน เมื่อนายจ้างชำระเงินสมทบเรียบร้อยแล้ว จะได้รับใบเสร็จรับเงินเพื่อเป็นหลักฐานในการชำระเงิน
เกณฑ์การหักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้างเพื่อนำส่ง
การคำนวณการนำส่งเงินสมทบผู้ประกันตนในมาตรา 33 นั้น ในส่วนประกันสังคมนายจ้าง ลูกจ้าง ตามกฎหมายประกันสังคมนั้นให้คำนวณจากเงินเดือน และรายได้อื่น ๆ ที่นายจ้างไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขไว้ในระเบียบของผู้ว่าจ้างหรือสถานประกอบการ ตัวอย่างเช่น
- เงินค่าครองชีพที่นายจ้างจ่ายให้ทุกคนเป็นประจำทุกเดือน โดยไม่มีเงื่อนไข ต้องนำมารวมกับเงินเดือนเพื่อคำนวณเงินสมทบ
- ส่วนเงินสวัสดิการที่มีเงื่อนไข เช่น ค่าคอมมิชชั่นที่ขึ้นอยู่กับยอดขาย ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเงินสมทบ — วิธีคิด "ค่าคอมมิชชั่น" ที่คุณจะได้ พร้อมตัวอย่างการคำนวณ
นายจ้างต้องหักเงินสมทบจากค่าจ้างของลูกจ้างในอัตรา 5% ของค่าจ้าง โดยคำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และไม่เกิน 15,000 บาท เงินสมทบที่คำนวณได้ต้องเป็นจำนวนเต็มบาทเท่านั้น ถ้ามีเศษตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปให้ปัดขึ้น แต่ถ้าน้อยกว่า 50 สตางค์ให้ปัดทิ้งค่ะ
การใช้งานระบบประกันสังคมออนไลน์สำหรับนายจ้าง (e-Service)
ระบบประกันสังคมออนไลน์หรือ e-Service ช่องทางที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้นายจ้างสามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ กับสำนักงานประกันสังคมได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อที่สำนักงานประกันสังคมโดยตรง
หลังจากที่ขึ้นทะเบียนแล้ว เพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมประกันสังคมนายจ้างผ่านช่องทางออนไลน์ นายจ้างจะต้องยื่นแบบคำร้องขอทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ต ดังนี้ค่ะ
- เข้าไปที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th และเลือกไปที่ "สถานประกอบการ"
- เลือกไปที่ "ขอทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ต" และลงทะเบียนตามขั้นตอนที่กำหนด
ฟังก์ชันหลักของระบบ e-Service สำหรับนายจ้าง
- การขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน/แจ้งรับผู้ประกันตนเข้าทำงาน นายจ้างสามารถขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนรายใหม่ หรือแจ้งรับผู้ประกันตนที่เคยอยู่ในระบบแล้วเข้าทำงานได้
- การแจ้งสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน เมื่อมีลูกจ้างยื่นใบลาออก นายจ้างต้องแจ้งสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนโดยเลือก "แจ้งสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน (สปส.6-09)" และเลือกสถานประกอบการที่ต้องการดำเนินงาน
- การเปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ประกันตน นายจ้างสามารถแก้ไขข้อมูลของผู้ประกันตน เช่น การเปลี่ยนแปลงค่าจ้าง การเปลี่ยนแปลงชื่อ-สกุล เป็นต้น
- การส่งเงินสมทบ นายจ้างสามารถส่งข้อมูลการนำส่งเงินสมทบประจำเดือนผ่านระบบออนไลน์ และเลือกชำระเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ
- การตรวจสอบข้อมูล นายจ้างสามารถตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อมูลการนำส่งเงินสมทบ ข้อมูลผู้ประกันตนในความรับผิดชอบ เป็นต้น
- การพิมพ์แบบฟอร์มต่าง ๆ นายจ้างสามารถพิมพ์แบบฟอร์มต่างๆ เช่น แบบ สปส.1-10, สปส.1-10/1 เพื่อนำไปใช้ในการทำธุรกรรม
การใช้งานระบบประกันสังคมออนไลน์ช่วยให้เกิดความสะดวก รวดเร็วสำหรับนายจ้าง ทำให้การดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับสิทธิประกันสังคมของลูกจ้างเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อที่สำนักงานประกันสังคมโดยตรงค่ะ
สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายประกันสังคม

ประกันสังคมนายจ้าง กำหนดให้นายจ้างมีทั้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษตามกฎหมายค่ะ
สิทธิของนายจ้าง
- สิทธิในการขอคืนเงินสมทบ กรณีนำส่งเงินสมทบเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือโดยไม่มีหน้าที่ต้องนำส่ง นายจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนเงินสมทบได้
- สิทธิในการอุทธรณ์ กรณีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ นายจ้างมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณและยื่น ใบกำกับภาษี ได้ค่ะ
หน้าที่ของนายจ้าง
- หน้าที่ในการขึ้นทะเบียนประกันสังคมนายจ้างและลูกจ้าง นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างพร้อมกับขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรืออาจเปลี่ยนเป็นประกันสังคมมาตรา 39 หากลาออก กับทางประกันสังคม โดยต้องขึ้นทะเบียนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่มีการจ้างงาน
- หน้าที่ในการนำส่งเงินสมทบ นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสมทบจากค่าจ้างของลูกจ้าง และนำส่งพร้อมกับเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเข้ากองทุนประกันสังคม ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- หน้าที่ในการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูล นายจ้างมีหน้าที่แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้ง การเปลี่ยนแปลงชื่อสถานประกอบการ เป็นต้นค่ะ
- หน้าที่ในการแจ้งสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน เมื่อลูกจ้างลาออกหรือสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง นายจ้างมีหน้าที่แจ้งสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
บทลงโทษสำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ถ้านายจ้างฝ่าฝืนไม่ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม จนทำให้ลูกจ้างไม่ได้เป็นผู้ประกันตน ถือว่ามีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หลายครั้งที่นายจ้างต้องโดนค่าปรับจากสำนักงานประกันสังคม เพราะไม่แจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอัตราค่าปรับที่โดนไม่ได้น้อย อีกทั้งถ้าผิดแล้วยังไม่รีบแก้ไขจะโดนปรับต่อเนื่อง อาจทำให้เสียค่าปรับจำนวนมากได้
นอกจากนี้ กรณีนายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบหรือนำส่งไม่ครบจำนวน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่ง นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบค่ะ
การตรวจสอบข้อมูลและการจัดการเกี่ยวกับผู้ประกันตนในความดูแลของนายจ้าง
ในส่วนของประกันสังคมนายจ้าง สามารถตรวจสอบข้อมูลและจัดการเกี่ยวกับผู้ประกันตนในความดูแลผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้ค่ะ
การตรวจสอบข้อมูลผู้ประกันตน
นายจ้างสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ประกันตนในความรับผิดชอบได้ผ่านระบบออนไลน์ ดังนี้
- เข้าสู่ระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม
- เลือกเมนู "ทะเบียนผู้ประกันตน"
- เลือก "ตรวจสอบข้อมูลผู้ประกันตน" หรือ "ค้นหาข้อมูลผู้ประกันตน"
- กรอกเลขบัตรประชาชนหรือชื่อ-สกุลของผู้ประกันตนที่ต้องการตรวจสอบ
- ระบบจะแสดงข้อมูลของผู้ประกันตน เช่น สถานะการเป็นผู้ประกันตน สถานพยาบาลที่เลือกหรือย้ายสิทธิประกันสังคม และประวัติการนำส่งเงินสมทบ เป็นต้นค่ะ
การจัดการข้อมูลผู้ประกันตน
นายจ้างสามารถจัดการข้อมูลผู้ประกันตนได้หลายรูปแบบ ดังนี้ค่ะ
- การเพิ่มผู้ประกันตนรายใหม่ เมื่อมีลูกจ้างใหม่เข้ามาทำงาน นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนภายใน 30 วัน ผ่านเมนู "ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน/แจ้งรับผู้ประกันตนเข้าทำงาน"
- การแจ้งลาออกของผู้ประกันตน เมื่อมีลูกจ้างลาออก นายจ้างต้องแจ้งสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนผ่านเมนู "แจ้งสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน (สปส.6-09)" โดยต้องดำเนินการภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- การเปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ประกันตน นายจ้างสามารถแก้ไขข้อมูลของผู้ประกันตน เช่น การเปลี่ยนแปลงค่าจ้าง การเปลี่ยนแปลงชื่อ-สกุล การเปลี่ยนแปลงสถานพยาบาล ผ่านเมนู "แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน (สปส.6-10)"
การตรวจสอบการนำส่งเงินสมทบ
นายจ้างสามารถตรวจสอบประวัติการนำส่งเงินสมทบได้ ดังนี้ค่ะ
- เข้าสู่ระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม
- เลือกเมนู "ตรวจสอบข้อมูลการนำส่งเงินสมทบ"
- เลือกช่วงเวลาที่ต้องการตรวจสอบ
- ระบบจะแสดงข้อมูลการนำส่งเงินสมทบในช่วงเวลาที่เลือก
การตรวจสอบข้อมูลประกันสังคมนายจ้างอย่างสม่ำเสมอ ทำให้นายจ้างมั่นใจได้ว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ลูกจ้างเองก็ไม่ควรละเลยสิทธิ์ของตัวเอง ควรเช็คสิทธิ์อยู่เสมอว่านายจ้างยื่นรายชื่อหรือยัง ได้โรงพยาบาลตามสิทธิ์เป็นตามที่ต้องการไหม และนำส่งเงินสมทบอย่างเต็มจำนวนหรือเปล่า เพื่อให้เกิดความมั่นใจทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างค่ะ
สรุป
ประกันสังคมนายจ้าง คือระบบประกันภัยพื้นฐานสำคัญต่อนายจ้างกับลูกจ้าง เมื่อนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างพร้อมลูกจ้างกับสำนักงานประกันสังคม รวมถึงนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน การดำเนินการขึ้นทะเบียนนี้ต้องทำให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มจ้างงาน ซึ่งนายจ้างสามารถใช้บริการผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมเพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมต่าง ๆ
อัตราเงินสมทบประกันสังคมนายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายอยู่ที่ฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง คำนวณจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยรัฐบาลจะร่วมสมทบอีกส่วนหนึ่งในอัตรา 2.75% การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายประกันสังคม เช่น ไม่ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่นำส่งเงินสมทบ หรือนำส่งไม่ครบจำนวน อาจนำไปสู่โทษทั้งทางแพ่งกับอาญา ทั้งการจำคุกและการปรับ
การเข้าใจและปฏิบัติตาม กฎหมายแรงงาน อย่างถูกต้อง ช่วยให้นายจ้างหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจตามมา สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกจ้างว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วนตามกฎหมาย สิ่งนี้ส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาวค่ะ
