กฎหมายแรงงานไทย ปี 2568 สรุปสาระและการคุ้มครองตาม พรบ. ล่าสุด

JobFinFin สรุปให้ (Key Takeaway)
- กฎหมายแรงงาน กำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง พร้อมมาตรฐานขั้นต่ำการใช้แรงงานและค่าจ้าง เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
- เวลาทำงานปกติไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมเวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน
- ลูกจ้างได้รับวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน และวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วัน
- สิทธิการลารวมถึง ลาป่วย ลากิจ ลาคลอด ลาทำหมัน และลารับราชการทหาร
- อัตราค่าชดเชยการเลิกจ้างขึ้นอยู่กับระยะเวลาการทำงาน ตั้งแต่ 30 วัน (ทำงานครบ 120 วัน) ถึง 400 วัน (ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป)
- ปี 2568 มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในบางพื้นที่และบางอาชีพเป็น 400 บาท (เริ่มใช้ 1 ตุลาคม 2568)
กฎหมายแรงงาน เป็นเครื่องมือกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความสมดุลในการทำงาน ในประเทศไทย กฎหมายแรงงานได้พัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง
บทความนี้จะนำเสนอสาระของกฎหมายคุ้มครองแรงงานไทยในปี 2568 ที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างควรทราบ เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเองอย่างครบถ้วนค่ะ
กฎหมายแรงงาน คืออะไร?

กฎหมายแรงงาน คือ กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อกำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรฐานขั้นต่ำการใช้แรงงาน การจ่ายค่าจ้างและสลิปเงินเดือน กับการคุ้มครองลูกจ้างให้ได้รับความปลอดภัยและความเป็นธรรมในการทำงาน
ในประเทศไทย กฎหมายแรงงานมีขอบเขตครอบคลุมตั้งแต่การจ้างงาน การกำหนดค่าจ้าง สภาพการทำงาน สวัสดิการ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย แรงงานสัมพันธ์ ไปจนถึงการคุ้มครองแรงงานกลุ่มเฉพาะ เช่น แรงงานหญิง แรงงานเด็ก และแรงงานผู้สูงอายุ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายหลักที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการจ้างงานกับการคุ้มครองแรงงาน ได้ปรับปรุงแก้ไขหลายครั้งเพื่อให้ทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้น
การบังคับใช้กฎหมายแรงงานในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงแรงงาน โดยมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ผ่านพนักงานตรวจแรงงานที่มีอำนาจในการตรวจสอบสถานประกอบการ และดำเนินการตามกฎหมายกับนายจ้างที่ฝ่าฝืน
พรบ. คุ้มครองแรงงาน สิทธิพื้นฐานที่ลูกจ้างควรรู้

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน กำหนดสิทธิพื้นฐานหลายด้านที่ลูกจ้างทุกคนควรตระหนักและเข้าใจ เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและรับประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด ความรู้เรื่องสิทธิพื้นฐานจะช่วยให้ลูกจ้างสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง ดังนี้
1. เวลาทำงานปกติและเวลาพักที่กำหนด
กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดเวลาทำงานปกติไว้อย่างละเอียด เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง ดังนี้
- เวลาทำงานปกติ ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับงานทั่วไป
- งานอันตราย สำหรับงานที่มีความเสี่ยงสูงตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เวลาทำงานปกติต้องไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ในส่วนของเวลาพัก กฎหมายกำหนดให้
- นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากทำงานมาแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมง
- นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักน้อยกว่า 1 ชั่วโมงได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าครั้งละ 20 นาที และเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน
- กรณีงานที่ต้องทำติดต่อกันเนื่องจากลักษณะงานหรือในกรณีฉุกเฉิน นายจ้างอาจไม่จัดเวลาพักได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
2. การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด
การทำงานนอกเหนือจากเวลาทำงานปกติหรือในวันหยุด มีข้อกำหนดพิเศษที่นายจ้างต้องปฏิบัติ ดังนี้
การทำงานล่วงเวลา
- นายจ้างสามารถให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้ในกรณีที่งานมีลักษณะต้องทำติดต่อกัน ถ้าหยุดจะเกิดความเสียหาย หรือเป็นงานฉุกเฉิน
- ถ้ามีการทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักไม่น้อยกว่า 20 นาทีก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลา
อัตราค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลา
- ค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติ ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
- ค่าล่วงเวลาในวันหยุด 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
อัตราค่าตอบแทนสำหรับการทำงานในวันหยุด
- ลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดอยู่แล้ว ได้รับค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึ้น 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงาน
- ลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ได้รับค่าทำงานในวันหยุดไม่น้อยกว่า 2 เท่าของค่าจ้างในวันทำงาน
3. วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี
กฎหมายแรงงานกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับวันหยุดหลายประเภท เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ
วันหยุดประจำสัปดาห์
- นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน โดยมีระยะห่างไม่เกิน 6 วัน
- ลูกจ้างรายเดือนมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ (ยกเว้นลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงาน)
- นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงกันล่วงหน้าในการกำหนดวันหยุดประจำสัปดาห์ได้
วันหยุดตามประเพณี
- ลูกจ้างมีสิทธิได้รับวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน รวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย — วันหยุด 2568 อัปเดตล่าสุด
- ถ้าวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ลูกจ้างจะได้หยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป
- ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี
วันหยุดพักผ่อนประจำปี
- ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน
- ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี
- นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า หรือกำหนดตามที่ตกลงกัน
- นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงกันล่วงหน้า เพื่อสะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปรวมหยุดในปีอื่นได้
4. สิทธิการลาประเภทต่าง ๆ (ลาป่วย ลากิจ ลาคลอด ฯลฯ)
กฎหมายแรงงานกำหนดสิทธิการลาประเภทต่าง ๆ เพื่อให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้ในกรณีที่มีความจำเป็น และยังคงได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย
การลาป่วย
- ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง แต่จะได้รับค่าจ้างในวันลาป่วยไม่เกิน 30 วันทำงานต่อปี
- กรณีลาป่วยตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป นายจ้างสามารถให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ได้
การลาคลอด
- ลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์มีสิทธิลาคลอดไม่เกิน 90 วัน รวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย
- นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างที่ลาคลอดเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วัน (อีก 45 วันจะได้รับจากประกันสังคม)
การลาเพื่อทำหมัน
- ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อทำหมันได้ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนดและออกใบรับรอง
- ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันลานั้น
การลากิจ
- ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระจำเป็นได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
- กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนวันลากิจขั้นต่ำไว้ ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละสถานประกอบการ
การลาเพื่อรับราชการทหาร
- ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ ฝึกวิชาทหาร หรือทดสอบความเตรียมพร้อม
- ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี
การลาเพื่อฝึกอบรม
- ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
- การลาประเภทนี้ไม่ได้รับค่าจ้างในวันลา เว้นแต่นายจ้างจะตกลงจ่ายให้
5. ค่าจ้างและหลักประกันในการทำงาน
ค่าจ้างเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง โดยกฎหมายแรงงานได้กำหนดหลักประกันเกี่ยวกับค่าจ้างไว้ ดังนี้
ความหมายของค่าจ้าง
- ค่าจ้าง หมายถึง เงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง
- ค่าจ้างรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมาย
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
- ลูกจ้างทุกคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กำหนดในแต่ละพื้นที่
- อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2568 มีการปรับในบางอาชีพและบางพื้นที่เป็น 400 บาท (เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568)
- ในพื้นที่ที่ไม่มีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไว้เป็นการเฉพาะ ให้ใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานเป็นเกณฑ์
การจ่ายค่าจ้าง
- นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเป็นเงินเท่านั้น เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
- การจ่ายค่าจ้างต้องเป็นไปตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ แต่ต้องไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
- นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากันเมื่อทำงานที่มีค่าเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติทางเพศ
สัญญาจ้างงาน ข้อกำหนดและเงื่อนไข

สัญญาจ้างงาน เป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่กำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนดในการทำงาน การเข้าใจประเภทกับรายละเอียดของสัญญาจ้างงาน ช่วยให้นายจ้างกับลูกจ้างมีความละเอียดในสิทธิและหน้าที่ของตน
สัญญาจ้างงานในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ สัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลา (Fixed-term contract) และสัญญาจ้างที่ไม่กำหนดระยะเวลา (Indefinite-term contract) โดยกฎหมายกำหนดให้สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาจะใช้ได้เฉพาะในกรณีต่อไปนี้
- งานโครงการเฉพาะที่ไม่ใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง ต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน
- งานที่มีลักษณะเป็นครั้งคราว มีกำหนดงานสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน
- งานตามฤดูกาลที่จะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยนายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เริ่มจ้าง
รายละเอียดที่ควรระบุในสัญญาจ้างงานเพื่อความละเอียดและป้องกันข้อพิพาท ได้แก่
- ชื่อ-ที่อยู่ของนายจ้างและลูกจ้าง
- ตำแหน่งงานและลักษณะงานที่ลูกจ้างต้องปฏิบัติ รวมถึงกำหนดรายละเอียด Job Description และเงื่อนไขในการทำงาน
- สถานที่ทำงานและเวลาทำงาน
- วันเริ่มงานและระยะเวลาการจ้าง (กรณีสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา)
- อัตราค่าจ้างและวิธีการจ่ายค่าจ้าง
- กำหนดระยะเวลาการทดลองงาน (ถ้ามี)
- สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
- เงื่อนไขการเลิกจ้างและการบอกกล่าวล่วงหน้า
สำหรับการทดลองงาน กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้อย่างชัดเจน แต่ระยะเวลาที่พบบ่อยคือไม่เกิน 120 วัน เป็นระยะเวลาที่ลูกจ้างยังไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง ถ้านายจ้างเลิกจ้างในช่วงทดลองงาน นายจ้างควรระบุเงื่อนไขการทดลองงานให้ละเอียดในสัญญาจ้างเพื่อป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น
การเลิกจ้างและค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
การเลิกจ้างเป็นประเด็นในกฎหมายแรงงานที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างกับลูกจ้าง ครอบคลุมเรื่องการจ่ายค่าชดเชยกับการบอกกล่าวล่วงหน้า การเข้าใจหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
เหตุแห่งการเลิกจ้างที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
กฎหมายกำหนดกรณีที่นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ได้แก่
- ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง
- จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
- ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
- ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของฝ่าย HR อันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ถ้านายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว (ยกเว้นกรณีร้ายแรงที่ไม่จำเป็นต้องตักเตือน)
- ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร
- ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด
กรณีที่ลูกจ้างลาออกเอง นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเช่นกัน
การบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้าง
เมื่อนายจ้างต้องการเลิกจ้างลูกจ้าง (ยกเว้นกรณีเลิกจ้างเพราะลูกจ้างกระทำความผิด) นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบอย่างน้อย 1 รอบการจ่ายค่าจ้าง หรืออย่างน้อย 30 วัน หากไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับในช่วงเวลาที่ควรบอกกล่าว
ในกรณีที่มีการเลิกจ้างเนื่องจากการปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ ที่เกิดจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนวันเลิกจ้าง
อัตราค่าชดเชยตามอายุงาน
เมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีความผิด นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ดังนี้
- ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างหรือโบนัส อัตราสุดท้าย 30 วัน
- ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
- ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
- ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน
- ทำงานครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
- ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน
ค่าชดเชยพิเศษกรณีเลิกจ้างเพราะเหตุอื่น ๆ
นอกจากค่าชดเชยปกติแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้มีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษในกรณีต่อไปนี้
กรณีเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงานหรือเทคโนโลยี
- ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยพิเศษเพิ่มเติมจากค่าชดเชยปกติไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบ 1 ปี
- ค่าชดเชยพิเศษนี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน
กรณีย้ายสถานประกอบกิจการ
- ถ้าการย้ายสถานประกอบกิจการมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของลูกจ้างหรือครอบครัว นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน
- ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย สามารถบอกเลิกสัญญาจ้างได้และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าชดเชยปกติ
การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางการดำเนินการ
การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นเมื่อนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันควร หรือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น
- เลิกจ้างลูกจ้างเพราะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
- เลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะตั้งครรภ์
- เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยทั้งที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด
กรณีลูกจ้างถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ดำเนินการได้ดังนี้
- ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่
- ถ้าไม่พอใจผลการพิจารณาของพนักงานตรวจแรงงาน สามารถนำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงานได้
- ศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน จ่ายค่าเสียหาย หรือค่าชดเชยเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม
กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน
กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เพื่อป้องกันและระงับข้อพิพาทแรงงานที่อาจเกิดขึ้น โดยมีพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมดูแลด้านนี้
หลักการพื้นฐานของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ได้แก่
- การส่งเสริมการเจรจาต่อรองกับการตกลงร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
- การคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวของลูกจ้างในรูปแบบของสหภาพแรงงาน
- การกำหนดกลไกในการระงับข้อพิพาทแรงงาน
- การห้ามการกระทำอันไม่เป็นธรรมในกระบวนการแรงงานสัมพันธ์
สิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์มีดังนี้
สิทธิและหน้าที่ | นายจ้าง (Employer) | ลูกจ้าง (Employee) |
|---|---|---|
การรวมตัว/จัดตั้งองค์กร | การรวมตัว/จัดตั้งองค์กรเพื่อจัดการปัญหาพนักงาน จัดตั้งสมาคมนายจ้างเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับลูกจ้าง | จัดตั้งสหภาพแรงงาน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับนายจ้าง |
การเรียกร้องและการเจรจา | เจรจาต่อรองกับลูกจ้าง / สหภาพแรงงาน เมื่อได้รับข้อเรียกร้อง | ยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้าง |
การปฏิบัติตามข้อตกลง | ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้ทำไว้ | ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้ทำไว้ |
การดำเนินการอื่น ๆ | ห้ามกระทำการไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน | นัดหยุดงานภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด |
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง หรือสหภาพแรงงานเกี่ยวกับเงื่อนไขการจ้างงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ และสภาพการทำงาน มีผลผูกพันทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม
การระงับข้อพิพาทแรงงานตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์มีขั้นตอน ดังนี้
- การเจรจาต่อรองระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง หรือสหภาพแรงงาน
- การไกล่เกลี่ยโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน
- การชี้ขาดโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์หรืออนุญาโตตุลาการ
- การนัดหยุดงานหรือปิดงาน (เฉพาะกรณีที่เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ และไม่ผ่านการชี้ขาดโดยอนุญาโตตุลาการ)
การคุ้มครองแรงงานเฉพาะกลุ่ม

กฎหมายแรงงาน ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานเฉพาะกลุ่มที่มีความเปราะบางหรือต้องการการดูแลพิเศษ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะกับสภาพกับลักษณะของงาน รวมถึงสภาวะทางร่างกายและจิตใจ
การคุ้มครองแรงงานหญิง
กฎหมายกำหนดข้อห้ามไม่ให้นายจ้างใช้แรงงานหญิงในงานที่อาจเป็นอันตราย ดังนี้
- งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา
- งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป
- งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ
สำหรับแรงงานหญิงตั้งครรภ์ มีข้อกำหนดพิเศษเพิ่มเติมคือ
- ห้ามทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. - 06.00 น.
- ห้ามทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด
- ห้ามทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน
- ห้ามทำงานที่ต้องยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกิน 15 กิโลกรัม
การคุ้มครองแรงงานเด็ก
กฎหมายกำหนดการคุ้มครองแรงงานเด็กไว้อย่างเข้มงวด ดังนี้
- ห้ามนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นลูกจ้าง
- กรณีจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี นายจ้างต้องแจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน
- นายจ้างต้องจัดให้มีเวลาพัก 1 ชั่วโมงต่อวันภายใน 4 ชั่วโมงแรกของการทำงาน
- ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. - 06.00 น. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี
- ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด
- ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสถานที่เล่นการพนัน สถานเต้นรำ หรือสถานที่ที่มีอาหาร สุรา และบริการที่ไม่เหมาะกับเด็ก
แรงงานผู้สูงอายุ
กฎหมายแรงงานไม่ได้มีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับการคุ้มครองแรงงานผู้สูงอายุ แต่มีมาตรการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ เช่น การลดหย่อนภาษีให้กับนายจ้างที่จ้างผู้สูงอายุเข้าทำงาน และการส่งเสริมให้มีการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะกับผู้สูงอายุ
แรงงานพิการ
กฎหมายส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วน 1 คนต่อลูกจ้างทุก 100 คน หรือจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแทน
สิทธิของนายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เน้นการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างเป็นหลัก แต่นายจ้างก็มีสิทธิตามกฎหมายเช่นกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง สิทธิของนายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมี ดังนี้
1. สิทธิในการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
- นายจ้างมีสิทธิกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานตามที่กฎหมายอนุญาต ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและต้องเป็นธรรมต่อลูกจ้าง
- ข้อบังคับนี้ต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับวันทำงาน เวลาทำงาน วันหยุด การลา วินัย และบทลงโทษ ฯลฯ รวมถึงชุดสัมภาษณ์งานที่เหมาะสม (ถ้ามี)
2. สิทธิในการกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปี
- นายจ้างมีสิทธิกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ลูกจ้าง โดยต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า
3. สิทธิในการย้ายหรือเปลี่ยนตำแหน่งงาน
- นายจ้างมีสิทธิย้ายหรือเปลี่ยนตำแหน่งงานของลูกจ้างได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องไม่เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมหรือมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกจ้างลาออก
4. สิทธิในการเลิกจ้าง
- นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างลูกจ้างได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น ลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง
- กรณีการเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด
5. สิทธิในการกำหนดระเบียบวินัย
- นายจ้างมีสิทธิกำหนดระเบียบวินัยและบทลงโทษทางวินัยต่อลูกจ้างที่กระทำผิด
- การลงโทษต้องเหมาะสมกับความผิดและต้องไม่รุนแรงเกินควร
6. สิทธิในการหักค่าจ้าง
- นายจ้างมีสิทธิหักค่าจ้างของลูกจ้างได้ในกรณีที่กฎหมายอนุญาต เช่น การหักภาษีเงินได้ เงินประกันสังคม เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- การหักค่าจ้างเพื่อชำระหนี้สิน ค่าเสียหาย ค่าปรับ ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง และรวมแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของค่าจ้าง
7. สิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหาย
- นายจ้างมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากลูกจ้างที่เจตนาหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
การใช้สิทธิของนายจ้างต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ และต้องเป็นธรรมต่อลูกจ้าง ถ้านายจ้างใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ลูกจ้างสามารถร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือฟ้องร้องต่อศาลแรงงานได้
กฎหมายแรงงานฉบับล่าสุด การเปลี่ยนแปลงและประเด็นที่น่าสนใจ

กฎหมายแรงงานไทย ได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ในปี 2568 มีการเปลี่ยนแปลงกับประเด็นที่น่าสนใจหลายด้าน ดังนี้
การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
- ประกาศปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทในบางพื้นที่และบางอาชีพ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568
- พื้นที่ที่ได้รับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาท ได้แก่ บางเขตในกรุงเทพฯ (เขตปทุมวันและเขตวัฒนา) เมืองพัทยา เขตเทศบาลเชียงใหม่ หัวหิน ภูเก็ต บางพื้นที่ในระยอง หาดใหญ่ และเกาะสมุย
- พื้นที่อื่น ๆ ยังใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ 330 บาทถึง 370 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละจังหวัด
การปรับปรุงเกี่ยวกับการเลิกจ้างและค่าชดเชย
- มีการเพิ่มอัตราค่าชดเชยสำหรับลูกจ้างที่ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป จากเดิมที่ได้รับค่าชดเชย 300 วัน เป็น 400 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
- การกำหนดให้การเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้างประเภทหนึ่ง ทำให้ลูกจ้างที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย
การคุ้มครองแรงงานในยุคดิจิทัล
- การออกแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการทำงานทางไกล (Remote Work) และการทำงานที่บ้าน (Work from Home) ให้มีความละเอียดมากขึ้น
- การกำหนดสิทธิในการปฏิเสธการติดต่อเรื่องงานนอกเวลาทำงาน (Right to Disconnect) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน รวมถึงการกำหนดกลยุทธ์การฝึกอบรมในยุคดิจิทัล
การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงาน
- เพิ่มบทบัญญัติเพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติทางเพศในการจ้างงาน การจ่ายค่าตอบแทน และการเลื่อนตำแหน่ง
- การขยายสิทธิการลาคลอดให้ครอบคลุมไปถึงบิดาของเด็ก เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมในการดูแลบุตร
การคุ้มครองแรงงานนอกระบบ
- การออกมาตรการเพื่อขยายความคุ้มครองไปยังแรงงานนอกระบบมากขึ้น เช่น ผู้ให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม (Platform Workers) และแรงงานรับจ้างอิสระ (Freelancers)
- การส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมมากขึ้น เพื่อให้ได้รับสวัสดิการและความคุ้มครองทางสังคม
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแรงงานฉบับล่าสุดต่อลูกจ้างและนายจ้าง
ผลกระทบต่อลูกจ้าง
- ลูกจ้างได้รับค่าจ้างและค่าชดเชยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต
- ความคุ้มครองทางกฎหมายที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นความเท่าเทียมทางเพศและความสมดุลในชีวิตการทำงาน
- แรงงานนอกระบบได้รับโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและความคุ้มครองมากขึ้น
ผลกระทบต่อนายจ้าง
- นายจ้างมีต้นทุนค่าแรงงานและค่าชดเชยที่เพิ่มสูงขึ้น อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
- ต้องมีการปรับตัวและปรับปรุงนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคล ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป
- มีโอกาสในการปรับรูปแบบการทำงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การใช้ระบบการทำงานทางไกล อาจช่วยลดต้นทุนในระยะยาว
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านกฎหมายแรงงาน

การบังคับใช้กฎหมายแรงงานในประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน มีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันไป ลูกจ้างและนายจ้างควรทราบว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบในเรื่องใด เพื่อสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำได้อย่างถูกต้อง
1. กระทรวงแรงงาน
กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านแรงงาน โดยมีหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแรงงาน ดังนี้
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
- ดูแลการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
- ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานของสถานประกอบการผ่านพนักงานตรวจแรงงาน
- รับเรื่องร้องเรียนและข้อพิพาทด้านแรงงาน เช่น กรณี hr ไม่แจ้งผลสัมภาษณ์
- ให้คำปรึกษาแก่นายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
กรมการจัดหางาน
- ดูแลการบังคับใช้พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน
- ส่งเสริมการจ้างงานและการมีงานทำ
- ให้บริการจัดหางานแก่ผู้ว่างงาน
- ควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวในประเทศไทย
กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
- ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานและศักยภาพของแรงงานไทย
- ดูแลการบังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน
- จัดการฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน
สำนักงานประกันสังคม
- ดูแลการบังคับใช้พระราชบัญญัติประกันสังคมและพระราชบัญญัติเงินทดแทน
- บริหารจัดการกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน รวมถึงเอกสารสมัครงานที่เกี่ยวข้อง
- จัดเก็บเงินสมทบและจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่ผู้ประกันตน
นอกจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานแล้ว ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน ได้แก่
2. ศาลแรงงาน
- พิจารณาคดีข้อพิพาทแรงงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
- พิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การจ่ายค่าชดเชย และข้อพิพาทเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
3. คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์
- วินิจฉัยข้อพิพาทแรงงานและการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์
- ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
4. คณะกรรมการค่าจ้าง
- กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ
- ศึกษากับวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจและสังคมเพื่อประกอบการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้าง
5. สภาองค์การนายจ้างและสภาองค์การลูกจ้าง
- เป็นตัวแทนของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างในการเจรจาต่อรองและการกำหนดนโยบายด้านแรงงาน
- ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือสมาชิกในด้านแรงงานสัมพันธ์
ลูกจ้างที่ถูกละเมิดสิทธิตามกฎหมายแรงงาน สามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหรือเขตพื้นที่ โดยพนักงานตรวจแรงงานจะทำหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย หากไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สามารถนำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงานได้
สรุปภาพรวม กฎหมายแรงงาน และการคุ้มครองสิทธิ
กฎหมายแรงงาน เป็นเครื่องมือกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุล วัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการจ้างงาน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
ในปี 2568 กฎหมายแรงงานไทยได้พัฒนาปรับปรุงให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในบางพื้นที่และบางอาชีพเป็น 400 บาท มีการเพิ่มอัตราค่าชดเชยสำหรับลูกจ้างที่ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป มีการออกมาตรการเพื่อคุ้มครองแรงงานในยุคดิจิทัลและส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงาน
สิทธิพื้นฐานที่ลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน ได้แก่
- สิทธิที่จะได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
- สิทธิในการทำงานไม่เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด และได้รับค่าล่วงเวลาหากทำงานเกินเวลาปกติ
- สิทธิในการได้รับวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี
- สิทธิในการลาป่วย ลาคลอด ลากิจ และลาประเภทอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
- สิทธิที่จะได้รับค่าชดเชยกรณีถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด
- สิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
- สิทธิในการได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
ขณะเดียวกัน นายจ้างก็มีสิทธิตามกฎหมาย เช่น สิทธิในการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน สิทธิในการเลิกจ้างลูกจ้างตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด สิทธิในการกำหนดระเบียบวินัยและบทลงโทษทางวินัย
การคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายแรงงานมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน โดยมีกระทรวงแรงงานกับหน่วยงานในสังกัดเป็นผู้รับผิดชอบหลัก มีพนักงานตรวจแรงงานทำหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย และมีศาลแรงงานเป็นองค์กรที่พิจารณาคดีข้อพิพาทแรงงานค่ะ
