วิธีคิด "ค่าคอมมิชชั่น" ที่คุณจะได้ พร้อมตัวอย่างการคำนวณค่าคอม

JobFinFin สรุปให้
- ค่าคอมมิชชั่น คือรายได้พิเศษนอกจากเงินเดือน มอบให้พนักงานขายเพื่อสร้างแรงผลักดันในการทำยอดขาย
- รูปแบบค่าคอมที่พบบ่อย 5 แบบ ได้แก่ แบบเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย แบบขั้นบันได จ่ายคงที่ต่อหน่วย คำนวณจากกำไร หรือโบนัสพิเศษเพิ่มเติม
- สูตรพื้นฐานในการคำนวณ คอมมิชชั่น = ยอดขายทั้งหมด × อัตราค่าคอมมิชชั่น
- อัตราค่าคอมแตกต่างกันตามกลุ่มธุรกิจ เช่น อสังหาริมทรัพย์ 3-5% ประกันภัย 15-30% เครื่องใช้ไฟฟ้า 5-10%
- รายได้จากคอมมิชชั่นมีข้อดีคือไม่มีเพดานรายได้ แต่ข้อควรระวังคือความไม่แน่นอนของรายได้ในแต่ละเดือน
ค่าคอมมิชชั่น คือรูปแบบค่าตอบแทนที่หลายคนรู้จัก พบเห็นได้ทั่วไปในงานสายการขาย เป็นเงินพิเศษที่พนักงานจะได้รับเพิ่มเติมจากเงินเดือน แต่หลายท่านอาจยังไม่เข้าใจถึงความหมาย รูปแบบการคิดคำนวณ รวมถึงข้อดีข้อเสียที่มาพร้อมรายได้แบบนี้ บทความนี้ JobFinFin จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่น วิธีการคำนวณค่าคอม รูปแบบต่าง ๆ ในตลาดงาน พร้อมข้อควรรู้สำหรับผู้ที่มองหางานที่มีโครงสร้างค่าตอบแทนลักษณะนี้ค่ะ
ค่าคอมมิชชั่น คืออะไร?

ค่าคอมมิชชั่น (Commission) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า "ค่าคอม" คือค่าตอบแทนพิเศษที่ผู้ขายหรือบริษัทจ่ายให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่ช่วยส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ โดยค่าคอมมิชชั่นจะคำนวณจากยอดขายหรือรายการที่เกิดขึ้น เช่น การขายสินค้า การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการให้บริการต่าง ๆ ค่ะ
ค่าคอมมิชชั่นช่วยสร้างแรงผลักดันให้พนักงานพัฒนาบริการแก่ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้ขายสินค้าได้จำนวนมาก โดยค่าคอมที่ได้รับเป็นเงินพิเศษที่แยกออกจากค่าจ้างปกติ ไม่นับรวมกับรายได้ส่วนอื่น ๆ เช่น ฐานเงินเดือน หรือข้อมูลในสลิปเงินเดือน
ความแตกต่างระหว่าง เงินเดือน และ ค่าคอม
เงินเดือนกับค่าคอมมิชชั่นมีความต่างกันชัดเจนในแง่ความแน่นอนของรายได้กับวิธีการจ่าย หลายบริษัทสร้างแรงกระตุ้นให้พนักงานขายด้วยการให้เงินเดือนสูงหรือค่าคอมในการขายสินค้าสูง เพื่อส่งเสริมให้พนักงานออกไปขายสินค้าและปิดการขายให้ได้มากที่สุด เงินเดือนจะมีความแน่นอน จ่ายในจำนวนเท่ากันทุกเดือนไม่ว่าพนักงานจะมีผลงานอย่างไร ส่วนค่าคอมมิชชั่นจะแปรผันตามผลงานหรือยอดขายที่ทำได้ค่ะ
บางบริษัทอาจเพิ่มแรงจูงใจด้วยการจ่าย incentive เพิ่มเติม ถ้าพนักงานทำยอดได้ถึงตัวเลขที่กำหนด เช่น ถ้าทำยอดขายสะสมได้ถึง 10 ล้านบาทจะได้ Incentive อีก 10,000 บาท ตัวอย่างความแตกต่างของเงินเดือนกับค่าคอมมิชชั่นมีดังนี้ค่ะ
เงินเดือน | ค่าคอมมิชชั่น |
|---|---|
จ่ายในจำนวนแน่นอนทุกเดือน ไม่ขึ้นกับผลงานหรือยอดขายในเดือนนั้น ๆ ยืนยันได้จากหนังสือรับรองเงินเดือน | จำนวนเงินแปรผันตามผลงานหรือยอดขาย อาจได้รับมากหรือน้อยขึ้นกับความสามารถในการทำยอด สร้างแรงกระตุ้นให้พนักงานทำงานมากขึ้น |
รูปแบบการจ่ายค่าคอมมิชชั่นจะต่างกันตามประเภทของสินค้าและนโยบายบริษัท บางแห่งจ่ายพร้อมค่าจ้างในแต่ละเดือน บางแห่งจ่ายในรูปแบบไตรมาส (ทุก ๆ สามเดือน) ค่ะ
รูปแบบคอมมิชชั่นที่พบได้ในตำแหน่งงาน
รูปแบบการคิดค่าคอมมิชชั่นมีหลายแบบและขึ้นกับแต่ละบริษัทกำหนด แต่ที่พบบ่อยมีหลัก ๆ 5 รูปแบบ ได้แก่
1. คอมมิชชั่นแบบเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย
วิธีคำนวณค่าคอมมิชชั่นแบบเข้าใจง่ายที่สุด โดยใช้วิธีนำเปอร์เซ็นต์ค่าคอมที่กำหนดคำนวณกับยอดขายหรือราคาขายสินค้าที่ขายได้ในแต่ละรายการค่ะ
สูตรการคำนวณ ค่าคอมมิชชั่น = ยอดขาย × % คอมมิชชั่น
ตัวอย่าง พนักงานขายคอมพิวเตอร์ได้ยอดขาย 20,000 บาท โดยองค์กรกำหนดยอดคอมมิชชั่นไว้ที่ 7%
การคำนวณ ค่าคอมมิชชั่น = 20,000 × 7% = 20,000 × 0.07 = 1,400 บาท
ดังนั้น พนักงานจะได้รับค่าคอม 1,400 บาท จากการขายคอมพิวเตอร์ราคา 20,000 บาท
2. คอมมิชชั่นแบบขั้นบันได
คอมมิชชั่นแบบขั้นบันได หรือ Tiered Commission คือ รูปแบบของการได้รับค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดตามจำนวนยอดขายที่ขายได้ อธิบายง่าย ๆ คือ ยิ่งมียอดขายสูง เปอร์เซ็นต์ค่าคอมก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย วิธีนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายได้อย่างมาก
ตัวอย่างการกำหนดขั้นบันได
- ยอดขาย 0 - 100,000 บาท ได้คอมมิชชั่น 3%
- ยอดขาย 100,001 - 300,000 บาท ได้คอมมิชชั่น 5%
- ยอดขาย 300,001 บาทขึ้นไป ได้คอมมิชชั่น 7%
ตัวอย่างการคำนวณ ถ้าพนักงานทำยอดขายได้ 350,000 บาท การคำนวณค่าคอมมิชชั่นจะเป็นดังนี้ค่ะ
- 100,000 × 3% = 3,000 บาท
- 200,000 × 5% = 10,000 บาท
- 50,000 × 7% = 3,500 บาท
รวมค่าคอมมิชชั่น = 16,500 บาท
3. คอมมิชชั่นแบบจ่ายคงที่ต่อหน่วย
รูปแบบนี้เป็นการจ่ายค่าคอมมิชชั่นในจำนวนเงินแน่นอนต่อหนึ่งหน่วยผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ขายได้ โดยไม่ขึ้นกับราคาขาย เหมาะสำหรับสินค้าที่มีราคาเท่ากันทุกชิ้นค่ะ
ตัวอย่าง ขายแพ็คเกจประกันชีวิต 1 กรมธรรม์ ได้ค่าคอมมิชชั่น 500 บาท และถ้าขายบัตรเครดิต 1 ใบ ได้ค่าคอม 300 บาท
การคำนวณ ถ้าพนักงานขายกรมธรรม์ประกันชีวิตได้ 5 กรมธรรม์ และบัตรเครดิต 3 ใบ
ค่าคอมกรมธรรม์ = 5 × 500 = 2,500 บาท ค่าคอมบัตรเครดิต = 3 × 300 = 900 บาท รวมค่าคอมมิชชั่น = 3,400 บาท
4. คอมมิชชั่นจากการทำกำไร
การคิดค่าคอมมิชชั่นจากการทำกำไร คือการคิดค่าตอบแทนจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจากการขาย รูปแบบนี้ทำให้พนักงานให้ความสำคัญกับการขายสินค้าที่ทำกำไรได้มาก แทนที่จะเน้นแค่ยอดขายรวมค่ะ
สูตรการคำนวณ ค่าคอมมิชชั่น = (ราคาขาย - ต้นทุน) × % คอมมิชชั่น
ตัวอย่าง พนักงานขายสินค้าที่มีราคาขาย 50,000 บาท โดยมีต้นทุน 35,000 บาท และได้รับค่าคอมมิชชั่น 10% จากกำไร
การคำนวณ กำไร = 50,000 - 35,000 = 15,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น = 15,000 × 10% = 1,500 บาท
5. โบนัสพิเศษเพิ่มเติมจากค่าคอม
นอกจากค่าคอมมิชชั่นปกติแล้ว บางบริษัทอาจเพิ่มแรงจูงใจด้วยการจ่าย โบนัสพิเศษ หรือ incentive เพิ่มเติม หากพนักงานทำยอดได้ถึงตัวเลขที่กำหนดไว้ เป็นการกระตุ้นให้พนักงานมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ท้าทายยิ่งขึ้น เช่น
- ถ้าทำยอดขายได้ 100% ของเป้าประจำเดือน จะได้โบนัสพิเศษ 5,000 บาท
- ถ้าทำยอดขายได้ 120% ของเป้าประจำไตรมาส จะได้โบนัสพิเศษ 20,000 บาท
- ถ้าเป็นพนักงานขายที่มียอดขายสูงสุดประจำปี จะได้รับรางวัลท่องเที่ยวต่างประเทศ
วิธีคิดค่าคอมมิชชั่นที่คุณจะได้รับ

การคำนวณค่าคอมมิชชั่นที่จะได้รับนั้นจำเป็นต้องเข้าใจเงื่อนไขและรูปแบบของค่าคอมที่บริษัทกำหนดไว้อย่างชัดเจนก่อนค่ะ
การตรวจสอบเงื่อนไขการจ่ายค่าคอม
ก่อนเริ่มคำนวณค่าคอมมิชชั่น ควรตรวจสอบเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจน ดังนี้
- ตรวจสอบว่าบริษัทกำหนดอัตราค่าคอมมิชชั่นไว้เท่าไร เช่น 3%, 5%, 10% หรือมีการกำหนดแบบขั้นบันไดไว้แบบไหน
- ตรวจสอบว่าค่าคอมมิชชั่นคำนวณจากอะไร เช่น ยอดขายรวม กำไรสุทธิ หรือจำนวนหน่วยที่ขายได้
- บางบริษัทอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ต้องขายได้ขั้นต่ำเท่าไรถึงจะได้รับค่าคอม หรือมีการหักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณค่าคอมหรือไม่
- รอบการจ่าย ตรวจสอบว่าค่าคอมจะจ่ายเมื่อไร เช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือเมื่อปิดการขายเสร็จสิ้น
สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาในการจ่ายค่าคอมมิชชั่นคือรูปแบบการจ่ายค่าคอม โดยแต่ละรูปแบบจะมีวิธีการจ่ายที่แตกต่างกัน เช่น 60:40 ที่ 60% มาจากฐานเงินเดือน และถ้าเซลส์ทำเป้าได้ตามยอดที่ตั้งไว้ อีก 40% ก็จ่ายเพิ่มให้ค่ะ หรือการจ่ายแบบตาม performance โดยไม่มีฐานเงินเดือน
สูตรพื้นฐานในการคำนวณ คอมมิชชั่น = ยอดขายทั้งหมด × อัตราค่าคอมมิชชั่น
ถ้าต้องการตรวจสอบว่าค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับคิดเป็นร้อยละเท่าไรของยอดขาย สามารถใช้สูตรนี้ได้ค่ะ
- อัตราคอมมิชชั่น (ร้อยละ / เปอร์เซ็นต์) = (ค่าคอมที่ได้รับ ÷ ยอดขายทั้งหมด) × 100
เครื่องมือหรือโปรแกรมช่วยคำนวณค่าคอม
วันนี้มีเครื่องมือและโปรแกรมที่ช่วยในการคำนวณค่าคอมมิชชั่นได้สะดวกและแม่นยำ ได้แก่
- โปรแกรม Microsoft Excel หรือ Google Sheets เหมาะสำหรับการสร้างตารางคำนวณค่าคอมมิชชั่นโดยเฉพาะ โดยสามารถสร้างสูตรการคำนวณและปรับเปลี่ยนตัวแปรได้ตามต้องการ
- แอปพลิเคชันบนมือถือ มีแอปพลิเคชันมากมายที่ออกแบบมา เพื่อช่วยคำนวณค่าคอมมิชชั่นโดยเฉพาะ มักจะมีฟีเจอร์ในการติดตามยอดขายและคำนวณค่าคอมแบบเรียลไทม์
- ระบบ CRM (Customer Relationship Management) หลายบริษัทใช้ระบบ CRM ที่มีฟังก์ชันการคำนวณค่าคอมมิชชั่นอัตโนมัติ ช่วยให้พนักงานขายสามารถติดตามยอดขายและค่าคอมที่จะได้รับได้แม่นยำ
- เว็บไซต์ออนไลน์ มีเว็บไซต์หลายแห่งที่ให้บริการเครื่องมือคำนวณค่าคอมมิชชั่นฟรี แค่กรอกข้อมูลยอดขายและอัตราคอมมิชชั่น
อัตราค่าคอมมิชชั่นโดยทั่วไปสำหรับตำแหน่งงานขาย

อัตราค่าคอมมิชชั่นจะแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ และลักษณะของสินค้าหรือบริการค่ะ
อัตราค่าคอมมาตรฐานในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ
แต่ละธุรกิจมีอัตราค่าคอมมิชชั่นที่เป็นมาตรฐานแตกต่างกันไป เช่น
- อสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรฐาน ค่าคอมนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์จะคิดในอัตรา 3% จากราคาขาย อาจสูงหรือต่ำกว่านั้น ขึ้นกับพื้นที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ ความยากง่ายในการซื้อขาย มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ ระยะเวลากว่าจะขายได้ และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ตกลงกันไว้
- ประกันภัย มักอยู่ที่ 15-30% ของเบี้ยประกันปีแรก และอาจมีค่าคอมมิชชั่นต่อเนื่องในปีถัดไปประมาณ 5-15% ตลอดอายุกรมธรรม์
- ยานยนต์ โดยรวมอยู่ที่ 2-5% ของราคาขายรถยนต์ หรืออาจเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อคันที่ขายได้
- เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ พนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจได้ค่าคอมมิชชั่น 5% จากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และ 10% จากยอดขายอุปกรณ์
- เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม มักอยู่ที่ 10-20% ของยอดขาย โดยขึ้นกับประเภทของผลิตภัณฑ์
- บริการทางการเงิน สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างสินเชื่อหรือการลงทุน อาจอยู่ที่ 0.5-2% ของมูลค่าธุรกรรม
ตัวแปรที่มีผลต่ออัตราเปอร์เซ็นต์ค่าคอม
อัตราค่าคอมมิชชั่นสามารถแปรผันไปตามปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ค่ะ
- ประเภทของสินค้าหรือบริการ สินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าสูงหรือมีอัตรากำไรสูงมักมีค่าคอมมิชชั่นสูงตามไปด้วย
- ความยากง่ายในการขาย สินค้าที่ขายยากหรือมีรอบการขายที่ยาวนาน มักมีอัตราค่าคอมสูงกว่าสินค้าที่ขายง่าย
- ประสบการณ์ของพนักงานขาย พนักงานขายที่มีประสบการณ์มาก อาจได้เปอร์เซ็นต์ค่าคอมเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีที่ทำงาน เช่น ค่าคอมเริ่มต้นที่ 5% เพิ่มเป็น 7% หลังจากพนักงานขายทำงานได้ 2 ปี
- นโยบายของบริษัท แต่ละบริษัทมีนโยบายและกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน ส่งผลต่ออัตราค่าคอมมิชชั่นที่กำหนด
- สภาวะตลาดและการแข่งขัน ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง อัตราค่าคอมมิชชั่นอาจสูงขึ้นเพื่อจูงใจพนักงานขาย
การเจรจาต่อรองอัตราค่าคอมมิชชั่น
ถ้ากำลังพิจารณางานที่มีค่าคอมมิชชั่น สามารถเจรจาต่อรองอัตราค่าคอมได้ดังนี้ค่ะ
- เตรียมข้อมูลอ้างอิง ศึกษาอัตราคอมมิชชั่นมาตรฐานในธุรกิจของคุณ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเจรจา
- แสดงผลงานที่ผ่านมา ถ้ามีประสบการณ์และผลงานที่ดีในการขาย ใช้ข้อมูลนี้ในการเจรจาเพื่อขอค่าคอมมิชชั่นที่สูงขึ้น
- พิจารณาโครงสร้างค่าตอบแทนทั้งหมด ประการแรกก่อนรับงาน ควรมีฐานเงินเดือนในใจก่อนว่า ความสามารถ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์เหมาะสมกับเงินที่ได้รับหรือไม่ ถ้าไม่ลงตัว สามารถต่อรองในการเพิ่มเงินเดือน รวมถึงสัดส่วนของเงินเดือนกับค่าคอมมิชชั่น และสวัสดิการพนักงาน
- เสนอระบบจูงใจแบบขั้นบันได ถ้าบริษัทไม่สามารถให้อัตราค่าคอมมิชชั่นที่สูงได้ อาจเสนอระบบแบบขั้นบันไดที่จะเพิ่มอัตราค่าคอมเมื่อทำยอดขายได้ถึงเป้าหมายที่กำหนด
- ขอระยะทดลองงาน อาจขอระยะทดลองงานที่มีอัตราคอมมิชชั่นสูงกว่าปกติ เพื่อพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง
ข้อดีและข้อควรระวังเกี่ยวกับรายได้จากคอมมิชชั่น
การทำงานที่มีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นมีทั้งข้อดีและข้อควรระวัง ควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจค่ะ
ข้อดีของรายได้จากค่าคอมมิชชั่น
- ยิ่งขายได้มาก ค่าคอมมิชชั่นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่มีข้อจำกัดเหมือนเงินเดือนที่มีจำนวนคงที่
- ค่าคอมมิชชั่นเป็นสิ่งที่จูงใจนักขายได้มากที่สุด และช่วยกระตุ้นให้นักขายอยากปิดลูกค้าได้มากที่สุดค่ะ
- งานที่มีคอมมิชชั่นมักมีความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาและสถานที่ทำงาน สามารถบริหารจัดการเวลาของตัวเองได้
- ถ้ามีความสามารถการพูดโน้มน้าวใจและปิดการขายได้ดี ค่าคอมจะช่วยให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความสามารถ
ข้อควรระวังเกี่ยวกับรายได้จากค่าคอมมิชชั่น
- ความไม่แน่นอนของรายได้ ในกรณีที่แย่ที่สุด ถ้าเดือนนั้นไม่สามารถขายสินค้าหรือบริการได้เลย จะอยู่ได้หรือไม่ ควรพิจารณาว่ามีเงินเดือนประจำที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายหรือไม่
- ความกดดันในการทำยอด บางบริษัทมีการตั้ง cap ของค่าคอมมิชชั่นไว้ อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของนักขายลดลง เพราะเมื่อรู้สึกว่าจะเกิน cap นักขายอาจเลือกที่จะหยุด
- ความซับซ้อนของระบบค่าคอมมิชชั่น อีกสิ่งหนึ่งที่บริษัทมักทำผิดพลาดคือ การมีแผนการจ่ายค่าคอมที่ไม่ชัดเจน สร้างความสับสนให้กับพนักงานขายว่าจะได้ค่าคอมเท่าไรกันแน่
- ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การทำยอดขายเพื่อให้ได้ค่าคอมมิชชั่นที่ดีอาจเป็นเรื่องยาก
- ภาษีและการวางแผนการเงิน ค่าคอมมิชชั่นที่ได้ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(2) โดยจะหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า ซึ่งอาจต้องใช้ใบกำกับภาษีประกอบ ควรวางแผนการเงินให้รอบคอบ
การหางานที่มีโครงสร้างค่าคอมมิชชั่น

ถ้าสนใจงานที่มีโครงสร้างค่าคอมมิชชั่น ต่อไปนี้เป็นแนวทางในการหางานและการเตรียมตัวค่ะ
- เลือกธุรกิจที่เหมาะกับความสามารถ พิจารณาว่ามีความถนัดหรือความสนใจในธุรกิจใด เช่น อสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย ยานยนต์ หรือผลิตภัณฑ์ความงาม ความสามารถพิเศษ และประสบการณ์
- ศึกษาโครงสร้างค่าตอบแทน การเลือกเงินเดือนหรือค่าคอมมิชชั่นนั้นไม่มีวิธีที่ตายตัว แต่ควรพิจารณาฐานเงินเดือนกับสัดส่วนของคอมมิชชั่นให้เหมาะสมกับ
- ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัท ศึกษาประวัติกับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่สนใจ รวมถึงวิธีการจ่ายค่าคอมว่ามีความโปร่งใสและยุติธรรมหรือไม่
- พัฒนาทักษะการขาย ก่อนเริ่มงานที่มีค่าคอมมิชชั่น ควรพัฒนาทักษะการขาย การเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็น soft skill ที่สำคัญ และการปิดการขายให้แข็งแกร่ง
- เตรียมเงินสำรอง ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณา ถ้าในเดือนที่แย่ที่สุดที่ไม่สามารถขายสินค้าหรือบริการได้เลย จะอยู่ได้หรือไม่ ควรมีเงินสำรองเผื่อช่วงที่ยอดขายไม่ดี
- สัมภาษณ์พนักงานปัจจุบัน ถ้าเป็นไปได้ ลองพูดคุยกับพนักงานปัจจุบันของบริษัทเพื่อสอบถามเกี่ยวกับระบบค่าคอมมิชชั่นและความเป็นจริงในการทำงาน — รับมือ 14 คำถาม “สัมภาษณ์งาน” ที่พบบ่อย พร้อมตัวอย่างการตอบ!
- ขอรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อได้รับข้อเสนองาน ขอรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างค่าคอมมิชชั่นเป็นลายลักษณ์อักษร คล้ายกับการขอ หนังสือรับรองการทำงาน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
สรุป
ค่าคอมมิชชั่น คือรูปแบบค่าตอบแทนที่สร้างแรงจูงใจให้พนักงานทำงานมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในตำแหน่งงานขาย มีหลายลักษณะ เช่น คอมมิชชั่นแบบเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย แบบขั้นบันได แบบจ่ายคงที่ต่อหน่วย จากการทำกำไร และโบนัสพิเศษเพิ่มเติม
การเลือกทำงานที่มีโครงสร้างค่าคอมมิชชั่นมีข้อดีตรงรายได้ไม่มีเพดาน สร้างแรงจูงใจในการทำงานสูง แต่ก็มีความไม่แน่นอนของรายได้และความกดดันในการทำยอดเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น ก่อนตัดสินใจควรพิจารณาความเหมาะสมกับความสามารถ รูปแบบการใช้ชีวิต พร้อมศึกษาเงื่อนไขและโครงสร้างค่าตอบแทนให้ชัดเจน
ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเลือกงานที่มีเงินเดือนอย่างเดียวหรืองานที่มีค่าคอมมิชชั่น สิ่งสำคัญคือการเลือกงานที่เข้ากับความสามารถกับเป้าหมายในชีวิต เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในอาชีพการงานค่ะ
