ใบกํากับภาษี คืออะไร ? ที่ถูกต้องตามกรมสรรพากร มีลักษณะแบบไหน ?

JobFinFin สรุปให้
- ใบกํากับภาษีคือ เอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้งเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ
- แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ใบกํากับภาษีแบบเต็มรูป ใบกํากับภาษีอย่างย่อ กับใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
- ใบกํากับภาษีเต็มรูปต้องมี 8 องค์ประกอบตามกฎหมาย เช่น ข้อความ "ใบกํากับภาษี" ข้อมูลผู้ขาย-ผู้ซื้อ รายละเอียดสินค้า กับจำนวนภาษี VAT
- ผู้ประกอบการค้าปลีกออกใบกํากับภาษีอย่างย่อได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากกรมสรรพากร
- ใบกํากับภาษีเป็นหลักฐานหลักในการขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อสำหรับธุรกิจในระบบ VAT
- การออกใบกํากับภาษีผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วนมีโทษปรับหรือจำคุก
ใบกํากับภาษี ถือเป็นเอกสารพื้นฐานในระบบภาษีไทย ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจกับระบบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคควรเข้าใจประเภทกับองค์ประกอบของใบกํากับภาษีเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวมถึงได้รับประโยชน์ทางภาษีครบถ้วนค่ะ
ใบกํากับภาษี คืออะไร ? ตามข้อกำหนดกรมสรรพากร

ใบกํากับภาษี (Tax Invoice) คือ เอกสารหลักฐานที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ เอกสารนี้แสดงรายการสินค้า/บริการ มูลค่า กับจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บจากลูกค้า
ใบกํากับภาษีเป็นส่วนหลักในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพราะเป็นหลักฐานยืนยันการคำนวณภาษี ผู้ประกอบการต้องนำภาษีขาย (เก็บจากลูกค้า) หักลบด้วยภาษีซื้อ (จ่ายให้ซัพพลายเออร์) เพื่อคำนวณภาษีสุทธิที่ต้องนำส่ง คล้ายกับการจัดการสลิปเงินเดือนของพนักงาน ทำให้ใบกํากับภาษีมีความจำเป็นต่อกระบวนการจัดเก็บภาษีกับการบริหารกิจการ
ประเภทของใบกํากับภาษีที่ใช้ในประเทศไทย
กรมสรรพากรแบ่งใบกํากับภาษีเป็น 3 ประเภทหลัก เพื่อรองรับรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย ผู้ประกอบการควรเข้าใจความแตกต่างเพื่อเลือกใช้ให้ตรงกับลักษณะกิจการ
ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป (Full Tax Invoice)
ใบกํากับภาษีแบบเต็มรูป คือ เอกสารที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจำเป็นต้องจัดทำเมื่อขายสินค้าหรือบริการ (เว้นแต่กิจการค้าปลีกที่สามารถออกใบกํากับภาษีอย่างย่อ) เอกสารนี้มีรายละเอียดครบตามที่กฎหมายระบุ ช่วยให้ผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนำไปเป็นหลักฐานขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อได้
ใบกํากับภาษีแบบเต็มรูปพบได้ในธุรกรรมระหว่างบริษัท หรือองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีการซื้อขายมูลค่าสูง กับต้องการนำภาษีซื้อไปใช้ลดหย่อนภาษี
ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice)
ใบกํากับภาษีอย่างย่อ คือ เอกสารที่ผู้ประกอบการค้าปลีกจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออกให้ลูกค้า เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าทั่วไป ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงภาพยนตร์
ผู้ประกอบการค้าปลีกสามารถออกใบกํากับภาษีอย่างย่อโดยไม่ต้องขออนุมัติจากกรมสรรพากร ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่ใช่กิจการค้าปลีกต้องขออนุมัติจาก ฝ่าย HR หรือผู้เกี่ยวข้องก่อนจึงออกได้
ใบกํากับภาษีอย่างย่อมีรายละเอียดน้อยกว่าแบบเต็มรูป แต่ผู้ประกอบการยังต้องออกใบกํากับภาษีแบบเต็มรูปทันทีเมื่อลูกค้าร้องขอ ทั้งนี้ ผู้ซื้อที่ได้รับใบกํากับภาษีอย่างย่อไม่สามารถนำไปขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อ
ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)
ใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ คือ รูปแบบดิจิทัลที่กรมสรรพากรส่งเสริมเพื่อลดการใช้กระดาษกับเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บเอกสาร
ระบบ e-Tax Invoice by Email เป็นวิธีออกกับส่งมอบใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่กรมสรรพากรอนุญาต ผู้ขายสามารถจัดทำเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์กับส่งให้ลูกค้าทางอีเมล
ผู้ประกอบการต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรก่อนใช้ระบบ e-Tax Invoice รวมถึงต้องใช้ซอฟต์แวร์ที่ได้รับการรับรอง ทั้งนี้ ใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเหมือนกับใบกํากับภาษีแบบกระดาษ
รายละเอียดและองค์ประกอบในใบกํากับภาษีที่ถูกต้อง

ใบกํากับภาษีจำเป็นต้องมีรายละเอียดกับองค์ประกอบตามที่กรมสรรพากรกำหนด การออกใบกํากับภาษีไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนส่งผลให้ทั้งผู้ออกกับผู้รับมีความผิดทางกฎหมายได้
รายการที่ต้องมีในใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ
ตามกฎหมาย ใบกํากับภาษีแบบเต็มรูปต้องประกอบด้วย
- คำว่า "ใบกํากับภาษี" ในที่เห็นได้ชัดเจน
- ชื่อ ที่อยู่ กับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ประกอบการที่ออกใบกํากับภาษี ซึ่งอาจรวมถึงโครงสร้างองค์กรเบื้องต้น
- ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
- เลขที่ใบกํากับภาษี (กับเลขที่เล่ม ถ้ามี)
- ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ กับมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
- จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าสินค้าหรือบริการ แยกออกจากมูลค่าสินค้า/บริการอย่างชัดเจน
- วันที่ออกใบกํากับภาษี
- ข้อความอื่นตามที่กำหนด เช่น
- "สำนักงานใหญ่" หรือ "สาขาที่..." ของผู้ขาย
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ (กรณีอยู่ในระบบ VAT)
- "สำนักงานใหญ่" หรือ "สาขาที่..." ของผู้ซื้อ
หลายคนเข้าใจผิดว่าใบกํากับภาษีต้องมีลายเซ็น แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ลายเซ็นเป็นหนึ่งในองค์ประกอบจำเป็น ใบกํากับภาษีจะเซ็นด้วยปากกา ใช้ลายเซ็นสแกนผ่านคอมพิวเตอร์ หรือไม่มีลายเซ็นเลยก็ถูกต้องตามกฎหมาย
รายการที่ต้องมีในใบกำกับภาษีอย่างย่อ
ใบกํากับภาษีอย่างย่อมีรายละเอียดน้อยกว่าแบบเต็มรูป แต่ต้องประกอบด้วย
- คำว่า "ใบกํากับภาษีอย่างย่อ" ในที่เห็นได้ชัดเจน
- ชื่อหรือชื่อย่อ กับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออกใบกํากับภาษี
- เลขที่ใบกํากับภาษี กับเลขที่เล่ม (ถ้ามี)
- ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ กับมูลค่าของสินค้าหรือบริการ
- ข้อความระบุว่ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว (VAT Included)
- วันที่ออกใบกํากับภาษี
หากออกใบกํากับภาษีอย่างย่อไม่ครบถ้วน เช่น ไม่ใส่คำว่า "ใบกํากับภาษีอย่างย่อ" มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
กรณีข้อมูลที่อยู่บนใบกำกับภาษีไม่ตรงกับทะเบียน
เมื่อข้อมูลบนใบกํากับภาษีไม่ตรงกับที่ลงทะเบียนไว้กับกรมสรรพากร อาจเกิดปัญหาในการใช้ประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะสำหรับผู้ซื้อ
หากผู้ซื้อได้รับใบกํากับภาษีที่มีชื่อแต่ไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ผู้ขายที่ออกใบกํากับภาษีไม่มีความผิด แต่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการในระบบ VAT จะไม่สามารถนำไปเคลมภาษีซื้อได้ เพราะถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม
ผู้ประกอบการควรตรวจสอบใบกํากับภาษีทุกฉบับที่ได้รับ หากพบข้อผิดพลาดควรแจ้งผู้ออกให้แก้ไขทันที
ความแตกต่างระหว่าง ต้นฉบับ และ สำเนา ใบกำกับภาษี
ใบกํากับภาษีมีทั้งต้นฉบับกับสำเนา โดยต้นฉบับส่งให้ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาเก็บไว้ที่ผู้ขายเพื่อเป็นหลักฐานในการลงบัญชีกับยื่นภาษี
ต้นฉบับใช้เป็นหลักฐานขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อสำหรับผู้ซื้อ ส่วนสำเนาใช้เป็นหลักฐานลงรายงานภาษีขายสำหรับผู้ขาย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องเก็บรักษาสำเนาใบกํากับภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
กระบวนการออกและรับใบกำกับภาษี
การออกกับรับใบกํากับภาษีมีขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมสรรพากรกับได้รับประโยชน์ทางภาษีเต็มรูปแบบ
ขั้นตอนการออกใบกำกับภาษีสำหรับผู้ขาย
ผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกํากับภาษีให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการทุกครั้ง โดยมีขั้นตอนดังนี้
- รวบรวมข้อมูลจำเป็น เช่น ข้อมูลผู้ขาย ข้อมูลผู้ซื้อ รายการสินค้าหรือบริการ
- จัดทำใบกํากับภาษีที่มีรายการครบถ้วนตามกฎหมาย
- ออกใบกํากับภาษีทันทีเมื่อส่งมอบสินค้าหรือบริการ หรือเมื่อได้รับชำระเงิน (แล้วแต่อะไรเกิดก่อน)
- ส่งมอบต้นฉบับให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ
- เก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐานเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
- ลงรายการในรายงานภาษีขาย ซึ่งต้องจัดทำทุกเดือน
หากผู้ประกอบการไม่ออกใบกํากับภาษีหรือไม่ส่งมอบให้ลูกค้า มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน
สิ่งที่ผู้ซื้อต้องตรวจสอบเมื่อรับใบกำกับภาษี (ใบกำกับภาษีซื้อ)
ผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มควรตรวจสอบใบกํากับภาษีว่ามีรายการครบถ้วนถูกต้อง เพื่อใช้เป็นหลักฐานขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อ ควรตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้
- มีคำว่า "ใบกํากับภาษี" ในที่เห็นได้ชัดเจน
- ชื่อ ที่อยู่ กับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายถูกต้อง
- ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อถูกต้อง
- รายการสินค้าหรือบริการ ปริมาณ กับมูลค่าตรงกับที่ซื้อจริง
- มีการแยกแสดงจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากมูลค่าสินค้าหรือบริการอย่างชัดเจน
- วันที่ออกใบกํากับภาษีถูกต้อง
หากพบว่าใบกํากับภาษีไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ควรแจ้งผู้ขายให้แก้ไขทันที เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ประโยชน์ทางภาษีในอนาคต
การออกใบกำกับภาษีโดยนิติบุคคล (ใบกำกับภาษีบริษัท)
นิติบุคคลที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกํากับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ โดยระบุชื่อนิติบุคคล ที่อยู่ กับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก
กรณีนิติบุคคลมีหลายสาขา กับสาขาที่ไม่ใช่สำนักงานใหญ่เป็นผู้ออกใบกํากับภาษี ต้องระบุว่า "สาขาที่ออกใบกํากับภาษี คือ..." ทุกครั้ง ข้อความนี้สามารถพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ ประทับตรา เขียนด้วยมือ หรือวิธีอื่นที่ให้ผลคล้ายกัน
นิติบุคคลต้องเก็บสำเนาใบกํากับภาษีไว้เป็นหลักฐานไม่น้อยกว่า 5 ปี กับลงรายการในรายงานภาษีขายทุกเดือน
การออกใบกำกับภาษีโดยบุคคลธรรมดา (ใบกำกับภาษีบุคคลธรรมดา)
บุคคลธรรมดาที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกํากับภาษีเช่นเดียวกับนิติบุคคล โดยระบุชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ กับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก
บุคคลธรรมดาที่ประกอบกิจการค้าปลีกออกใบกํากับภาษีอย่างย่อได้โดยไม่ต้องขออนุมัติ แต่หากไม่ใช่กิจการค้าปลีก ต้องขออนุมัติก่อนจึงออกได้
บุคคลธรรมดาต้องเก็บสำเนาใบกํากับภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี กับลงรายการในรายงานภาษีขายทุกเดือนเช่นกัน
ความแตกต่างระหว่าง ใบกำกับภาษี และ เอกสารทางธุรกิจอื่น

ในการดำเนินธุรกิจ มีเอกสารหลายประเภทที่มีลักษณะคล้ายกับใบกํากับภาษี แต่มีวัตถุประสงค์กับการใช้งานที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการควรเข้าใจความแตกต่างระหว่างเอกสารเหล่านี้ เพื่อใช้งานได้อย่างถูกต้องค่ะ
ใบกำกับภาษี กับ ใบเสร็จรับเงิน (Receipt)
ใบกํากับภาษีกับใบเสร็จรับเงินแตกต่างกันดังนี้
- ใบกํากับภาษี เป็นเอกสารแสดงรายการสินค้าหรือบริการ มูลค่า กับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บ ออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น ใช้เป็นหลักฐานขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อ
- ใบเสร็จรับเงิน เป็นเอกสารแสดงว่ารับชำระเงินแล้ว ออกโดยผู้ขายหรือผู้ให้บริการทั่วไป ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่สามารถใช้ขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อ
ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหลายรายรวมใบกํากับภาษีกับใบเสร็จรับเงินไว้ในฉบับเดียวกัน โดยระบุข้อความว่า "ใบกํากับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน" เพื่อความสะดวก
Invoice (ใบแจ้งหนี้) กับ Tax Invoice (ใบกำกับภาษี)
Invoice (ใบแจ้งหนี้) กับ Tax Invoice แตกต่างกันดังนี้
- Invoice (ใบแจ้งหนี้) เป็นเอกสารแจ้งลูกค้าว่ามีค่าใช้จ่ายต้องชำระ ระบุรายละเอียดสินค้าหรือบริการ จำนวนเงิน กับกำหนดชำระ ออกก่อนการชำระเงิน ไม่สามารถใช้ขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อ
- Tax Invoice (ใบกํากับภาษี) เป็นเอกสารแสดงรายการสินค้าหรือบริการ มูลค่า กับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บ ออกเมื่อส่งมอบสินค้าหรือบริการ หรือรับชำระเงิน (แล้วแต่อะไรเกิดก่อน) ใช้เป็นหลักฐานขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อ
บางกรณี ผู้ประกอบการออก Invoice ไปก่อน เมื่อลูกค้าชำระเงินแล้ว จึงออก Tax Invoice ให้ภายหลัง บางรายรวมไว้ในฉบับเดียวกัน โดยระบุว่า "ใบแจ้งหนี้/ใบกํากับภาษี"
ใบกำกับสินค้า (Packing List/Delivery Note) กับ ใบกำกับภาษี
ใบกํากับสินค้ากับใบกํากับภาษีแตกต่างกันดังนี้
- ใบกํากับสินค้า เป็นเอกสารแสดงรายละเอียดของสินค้าที่จัดส่ง เช่น ชนิด ปริมาณ น้ำหนัก ขนาด ใช้ประกอบการจัดส่งสินค้า ไม่สามารถใช้ขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อ
- ใบกํากับภาษี เป็นเอกสารแสดงรายการสินค้าหรือบริการ มูลค่า กับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บ ออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น ใช้เป็นหลักฐานขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อ
ผู้ประกอบการอาจออกใบกํากับสินค้าพร้อมกับใบกํากับภาษี หรืออาจออกใบกํากับสินค้าไปก่อน แล้วออกใบกํากับภาษีตามมาภายหลัง ขึ้นอยู่กับกระบวนการทำงานของแต่ละธุรกิจ
ใบกำกับภาษีในภาษาอังกฤษ (Tax Invoice in English)
การทำธุรกิจระหว่างประเทศหรือกับบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในไทย ผู้ประกอบการอาจต้องจัดทำใบกํากับภาษีเป็นภาษาอังกฤษหรือสองภาษา (ไทย-อังกฤษ) เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างคู่ค้า
คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวข้องกับใบกํากับภาษี
- Tax Invoice - ใบกํากับภาษี
- Abbreviated Tax Invoice - ใบกํากับภาษีอย่างย่อ
- Electronic Tax Invoice - ใบกํากับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
- VAT (Value Added Tax) - ภาษีมูลค่าเพิ่ม
- Input Tax - ภาษีซื้อ
- Output Tax - ภาษีขาย
- Tax ID - เลขประจำตัวผู้เสียภาษี
- Head Office - สำนักงานใหญ่
- Branch - สาขา
- Invoice Number - เลขที่ใบกํากับภาษี
- Issue Date - วันที่ออกใบกํากับภาษี
- VAT Included - รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว
โครงสร้างตัวอย่างของ Tax Invoice ภาษาอังกฤษ
- คำว่า "TAX INVOICE" ในที่เห็นได้ชัดเจน
- ข้อมูลผู้ขาย (Seller Information) ชื่อ ที่อยู่ กับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
- ข้อมูลผู้ซื้อ (Buyer Information) ชื่อ ที่อยู่ กับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ถ้ามี)
- รายละเอียดเอกสาร (Document Details) เลขที่ กับวันที่ออกใบกํากับภาษี
- รายการสินค้าหรือบริการ (Item Details) รายการ ปริมาณ ราคาต่อหน่วย กับจำนวนเงินรวม
- สรุปรายการ (Summary) มูลค่าสินค้าหรือบริการก่อนภาษี จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม กับยอดรวมทั้งสิ้น
การจัดทำใบกํากับภาษีภาษาอังกฤษหรือสองภาษาต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนตามกฎหมาย เช่นเดียวกับใบกํากับภาษีภาษาไทย
การใช้ใบกำกับภาษีเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ใบกํากับภาษีไม่เพียงเป็นเอกสารที่ผู้ประกอบการต้องออกตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นเอกสารที่ช่วยให้ผู้ประกอบการกับบุคคลทั่วไปได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย
การนำใบกํากับภาษีไปใช้ลดหย่อนภาษีทำได้หลายกรณี
- ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถนำใบกํากับภาษีซื้อไปขอคืนหรือเครดิตภาษีซื้อ ช่วยลดภาระภาษีที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร โดยนำภาษีขาย (เก็บจากลูกค้า) หักด้วยภาษีซื้อ (จ่ายให้ซัพพลายเออร์) ส่วนที่เหลือนำส่งกรมสรรพากร คล้ายกับการใช้หนังสือรับรองเงินเดือนเพื่อลดหย่อนภาษีบุคคล
- บุคคลธรรมดา สามารถนำใบกํากับภาษีเป็นหลักฐานขอลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในบางกรณี เช่น
- ค่าซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการในโครงการ "ช้อปช่วยชาติ" รวมถึงสวัสดิการบางประเภทที่เข้าเกณฑ์ — สวัสดิการพนักงาน มีอะไรบ้าง ?
- ค่าซื้อหนังสือหรือบริการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในโครงการส่งเสริมการอ่าน
- ค่าท่องเที่ยวในประเทศที่จ่ายให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โรงแรม หรือที่พัก
- ค่าบริการซ่อมแซมบ้านที่เสียหายจากภัยพิบัติ
ใบกํากับภาษีมีส่วนสำคัญในการยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องนำข้อมูลจากใบกํากับภาษีซื้อกับใบกํากับภาษีขายมาใช้กรอกแบบ ภ.พ.30 เพื่อยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มทุกเดือน
ระบบใบกํากับภาษีที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพได้ ลดความเสี่ยงการถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมจากกรมสรรพากร คล้ายกับความสำคัญของการจ่ายเงินประกันสังคม กับได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มรูปแบบ
ข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับ ใบกำกับภาษี จากกรมสรรพากร
กรมสรรพากรได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับใบกำกับภาษีไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง และเพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
การตรวจสอบใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามแนวทางกรมสรรพากรมีประเด็นสำคัญดังนี้
- ตรวจสอบผู้ออกใบกำกับภาษี ว่าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจริงหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของกรมสรรพากร — กฎหมายแรงงานไทย ปี 2568
- ตรวจสอบสถานะของผู้ประกอบการ ว่ายังดำเนินกิจการอยู่หรือไม่ หรือถูกถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้วหรือไม่
- ตรวจสอบรายการในใบกำกับภาษี ว่ามีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
- ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี รายการสินค้าหรือบริการ จำนวนเงิน เป็นต้น รวมถึงอาจต้องใช้เอกสารสมัครงาน หรือหลักฐานอื่นประกอบ
แนวทางการจัดการเมื่อได้รับใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องมีดังนี้
- แจ้งผู้ออกใบกำกับภาษี เพื่อขอให้แก้ไขให้ถูกต้อง
- ขอใบแทนใบกำกับภาษี ในกรณีที่ใบกำกับภาษีสูญหาย ถูกทำลาย ชำรุด หรือมีข้อผิดพลาด
- ไม่นำภาษีซื้อจากใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้อง ไปขอคืนหรือเครดิต เพื่อป้องกันปัญหาในการถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมในอนาคต
- รายงานต่อกรมสรรพากร ในกรณีที่พบการออกใบกำกับภาษีปลอมหรือการทุจริตเกี่ยวกับใบกำกับภาษี
การปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรเกี่ยวกับใบกำกับภาษีเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรละเลย เพราะนอกจากจะช่วยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มที่แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบและถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมจากกรมสรรพากรอีกด้วย
สรุป
ใบกำกับภาษี คือ เอกสารสำคัญที่มีบทบาทหลายด้านในระบบธุรกิจและระบบภาษีของประเทศไทย ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ
ใบกำกับภาษีแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ และใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ โดยแต่ละประเภทมีรายละเอียดและข้อกำหนดที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของตน
ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปต้องมีองค์ประกอบ 8 รายการตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงคำว่า "ใบกำกับภาษี" ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม และวันที่ออกใบกำกับภาษี การออกใบกำกับภาษีที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนอาจทำให้ผู้ออกและผู้รับมีความผิดตามกฎหมายค่ะ
