โบนัส คืออะไร ? ที่มาที่ไปของการจ่าย เกณฑ์พิจารณา และวิธีคำนวณ

JobFinFin สรุปให้ (Key Takeaway)
- โบนัส (Bonus) คือ เงินรางวัลพิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนปกติ เพื่อตอบแทนความทุ่มเทและผลงานของพนักงาน
- การจ่ายโบนัสขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานบริษัท ผลงานพนักงานรายบุคคล หรือผลงานของทีม
- สูตรคำนวณโบนัสมีหลายแบบ เช่น จำนวนเดือนของเงินเดือน (โบนัส 2 เดือน) หรือเปอร์เซ็นต์จากผลกำไรบริษัท
- โบนัสแบ่งได้หลายประเภท อาทิ โบนัสตามผลงาน โบนัสจากผลประกอบการ โบนัสพิเศษ และโบนัสการันตี
- โบนัสแตกต่างจากการปรับเงินเดือน คือ โบนัสเป็นเงินจ่ายครั้งเดียว ส่วนการปรับเงินเดือนจะเพิ่มรายได้ประจำแบบถาวร
โบนัส (Bonus) เป็นคำที่ทำให้พนักงานหลายคนรู้สึกตื่นเต้นเมื่อใกล้สิ้นปีหรือปิดไตรมาส เพราะเป็นเงินก้อนพิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนปกติ แต่หลายคนยังไม่เข้าใจว่าโบนัสคืออะไร ทำไมบางบริษัทจ่ายโบนัสมาก บางบริษัทจ่ายน้อย หรือบางบริษัทไม่จ่ายเลย
บทความนี้จะอธิบายเรื่องโบนัสให้เข้าใจง่าย ตั้งแต่ความหมาย ที่มาที่ไป เกณฑ์พิจารณา วิธีคำนวณ ประเภทต่าง ๆ รวมถึงความแตกต่างระหว่างโบนัสกับการปรับขึ้นเงินเดือนค่ะ
โบนัส คืออะไร?

โบนัส คือ เงินพิเศษที่นายจ้างหรือบริษัทมอบให้แก่พนักงานนอกเหนือจากเงินเดือนหรือสลิปเงินเดือนปกติ เพื่อเป็นการตอบแทนและสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน ตามหลักการแล้วบริษัทจะพิจารณาจ่ายตามผลการปฏิบัติงานหรือผลประกอบการของบริษัท
โบนัสในมุมมองของพนักงาน
สำหรับพนักงาน โบนัสถือเป็น "รางวัลพิเศษ" ที่สะท้อนถึงการยอมรับในความทุ่มเทและผลงานที่ผ่านมา เป็นเงินก้อนที่หลายคนรอคอยเพื่อนำไปใช้จ่ายในโอกาสพิเศษ เช่น การท่องเที่ยว การซื้อของใช้ราคาสูง หรือนำไปลงทุน โบนัสยังเป็นสิ่งที่ช่วยให้พนักงานรู้ว่าบริษัทเห็นคุณค่าในผลงานของพวกเขาแค่ไหน และมีผลต่อการตัดสินใจว่าจะอยู่ทำงานที่นี่ต่อหรือไม่
โบนัสในมุมมองของบริษัท (Bonus จากมุมมององค์กร)
ในมุมมองของบริษัท โบนัสเป็นเครื่องมือบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ช่วยในหลายเรื่อง ได้แก่
- รักษาพนักงานคนเก่งในองค์กร โบนัสที่น่าพอใจช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานที่มีศักยภาพสูง
- สร้างแรงจูงใจในการทำงาน กระตุ้นให้พนักงานทำผลงานให้ดี เพื่อบรรลุเป้าหมายและได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า
- สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ เชื่อมโยงผลตอบแทนกับผลงาน ทำให้พนักงานเห็นคุณค่าของการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย
- แบ่งปันความสำเร็จ เมื่อบริษัทประสบความสำเร็จ การแบ่งปันผลกำไรในรูปแบบของโบนัสช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จร่วมกัน
ด้วยเหตุนี้ หลายบริษัทจึงใช้โบนัสเป็นกลยุทธ์ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงหรือต้องการชักชวนและรักษาคนเก่งไว้กับองค์กร
เกณฑ์ที่บริษัทใช้พิจารณาจ่ายโบนัส

การพิจารณาจ่ายโบนัสของแต่ละบริษัทแตกต่างกันไป แต่มีปัจจัยหลักในการพิจารณา ดังนี้
1. ผลประกอบการของบริษัท
ปัจจัยหลักคือผลกำไรและสถานะทางการเงินของบริษัท ส่วนใหญ่บริษัทจะพิจารณาจ่ายโบนัสเมื่อมีผลกำไรที่น่าพอใจ หากปีไหนบริษัทประสบภาวะขาดทุน โอกาสที่จะได้รับโบนัสก็น้อยลง บางบริษัทกำหนดเป้าหมายผลกำไรไว้ล่วงหน้า และจะจ่ายโบนัสต่อเมื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้เท่านั้น
2. ผลการปฏิบัติงานรายบุคคล
นอกจากผลประกอบการโดยรวมแล้ว ผลงานของพนักงานแต่ละคนก็ก็เป็นส่วนที่บริษัทนำมาพิจารณาด้วย โดยดูจากจุดแข็งจุดอ่อนและตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นปี รวมถึงการประเมินผลงานประจำปี (Performance Review) พนักงานที่มีผลงานยอดเยี่ยมจะได้รับโบนัสในอัตราที่สูงกว่าพนักงานที่มีผลงานพอใช้
3. ผลงานของทีมหรือแผนก
ในบางบริษัท โบนัสจะพิจารณาจากผลงานของทีมหรือแผนก เช่น แผนกขายที่ทำยอดได้เกินเป้า หรือแผนกผลิตที่สามารถลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะได้รับโบนัสพิเศษนอกเหนือจากโบนัสรายบุคคล
4. อายุงานของพนักงาน
พนักงานที่ทำงานกับบริษัทมานานจะได้รับการพิจารณาโบนัสในอัตราที่สูงกว่าพนักงานใหม่ บางบริษัทกำหนดระยะเวลาทดลองงานหรือระยะเวลาขั้นต่ำที่ต้องทำงานกับบริษัทก่อนจึงจะมีสิทธิ์ได้รับโบนัส
5. นโยบายของบริษัท
บางบริษัทมีนโยบายจ่ายโบนัสแบบตายตัว เช่น จ่ายโบนัส 1 เดือนทุกปีไม่ว่าผลประกอบการจะเป็นอย่างไร ในขณะที่บางบริษัทมีนโยบายที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์และผลประกอบการในแต่ละปี
วิธีการคำนวณโบนัส

การคำนวณโบนัสมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท แต่รูปแบบที่พบบ่อยมีดังนี้
การคำนวณแบบจำนวนเดือนของเงินเดือน
วิธีที่พบบ่อยที่สุดคือการคำนวณโบนัสเป็นจำนวนเท่าของเงินเดือน เช่น
- โบนัส 1 เดือน = เงินเดือนปัจจุบัน x 1
- โบนัส 2 เดือน = เงินเดือนปัจจุบัน x 2
ตัวอย่าง ถ้าเงินเดือนคือ 30,000 บาท และบริษัทจ่ายโบนัส 3 เดือน จะได้รับโบนัสเป็นเงิน 90,000 บาท (30,000 x 3)
บางบริษัทปรับสูตรนี้ตามผลงานรายบุคคล เช่น พนักงานที่มีผลงานยอดเยี่ยมจะได้รับโบนัส 3 เดือน พนักงานที่มีผลงานระดับถัดมาได้รับ 2 เดือน และพนักงานที่มีผลงานพอใช้ได้รับ 1 เดือน
การคำนวณแบบเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนทั้งปี
บางบริษัทคำนวณโบนัสเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนทั้งปี เช่น
- โบนัส 8.33% ของเงินเดือนทั้งปี (เทียบเท่ากับเงินเดือน 1 เดือน)
- โบนัส 16.67% ของเงินเดือนทั้งปี (เทียบเท่ากับเงินเดือน 2 เดือน)
ตัวอย่าง ถ้าเงินเดือนคือ 30,000 บาท และบริษัทจ่ายโบนัส 10% ของเงินเดือนทั้งปี จะได้รับโบนัสเป็นเงิน 36,000 บาท (30,000 x 12 x 10%)
การคำนวณตามผลกำไรของบริษัท
บางบริษัทจัดสรรส่วนหนึ่งของผลกำไรเป็นเงินโบนัสให้พนักงาน เช่น
- จัดสรร 10% ของกำไรสุทธิเป็นเงินโบนัสรวม
- แบ่งเงินโบนัสรวมให้พนักงานตามสัดส่วนเงินเดือน อายุงาน หรือผลงาน
ตัวอย่าง ถ้าบริษัทมีกำไรสุทธิ 10 ล้านบาท และจัดสรร 10% เป็นเงินโบนัส จะมีเงินโบนัสรวม 1 ล้านบาท หากมีพนักงาน 100 คน และทุกคนได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน แต่ละคนจะได้รับโบนัส 10,000 บาท
การคำนวณตาม KPI หรือเป้าหมายเฉพาะ
ใช้กับบางตำแหน่งงาน เช่น ฝ่ายขาย จะมีการคำนวณโบนัสตามความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนด เช่น
- บรรลุ 100% ของเป้าหมาย ได้รับโบนัส 1 เดือน
- บรรลุ 110% ของเป้าหมาย ได้รับโบนัส 1.5 เดือน
- บรรลุ 120% ของเป้าหมาย ได้รับโบนัส 2 เดือน
ตัวอย่าง ถ้าพนักงานฝ่ายขายมีเป้าหมายยอดขาย 5 ล้านบาทต่อปี แต่ทำได้ 6 ล้านบาท (120% ของเป้าหมาย) และมีเงินเดือน 40,000 บาท จะได้รับโบนัส 80,000 บาท (40,000 x 2)
ประเภทของโบนัสที่พบบ่อยในบริษัท
โบนัสมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และเงื่อนไขการจ่ายที่แตกต่างกัน ประเภทที่พบบ่อยในบริษัทต่าง ๆ ได้แก่
โบนัสตามผลงาน (Performance Bonus)
โบนัสประเภทนี้จ่ายตามผลการปฏิบัติงานของพนักงานรายบุคคล พิจารณาจากการประเมินผลงานประจำปีหรือตัวชี้วัดผลงาน (KPI) ที่กำหนดไว้ พนักงานที่ทำงานได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าจะได้รับโบนัสมากกว่า เป็นการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานพัฒนาผลงานของตนเองอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่าง บริษัทกำหนดเกณฑ์การจ่ายโบนัสตามผลการประเมิน เช่น
- ผลงานยอดเยี่ยม (A) ได้รับโบนัส 3 เดือน
- ผลงานระดับสูง (B+) ได้รับโบนัส 2.5 เดือน
- ผลงานระดับกลาง (B) ได้รับโบนัส 2 เดือน
- ผลงานพอใช้ (C) ได้รับโบนัส 1 เดือน
- ผลงานต้องปรับปรุง (D) ไม่ได้รับโบนัส
โบนัสตามผลประกอบการ (Profit-Sharing Bonus)
โบนัสประเภทนี้พิจารณาจากผลกำไรของบริษัท เป็นการแบ่งปันความสำเร็จของบริษัทให้กับพนักงานทุกคน บริษัทจะจัดสรรส่วนหนึ่งของกำไรสุทธิเป็นเงินโบนัสให้พนักงาน โดยแบ่งตามสัดส่วนเงินเดือน อายุงาน หรือปัจจัยอื่น ๆ
ข้อดีของโบนัสประเภทนี้คือช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เพราะเมื่อบริษัททำกำไรได้มาก พนักงานก็จะได้รับโบนัสมากตามไปด้วย ทำให้พนักงานมีแรงจูงใจในการช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จ
ตัวอย่าง บริษัทกำหนดนโยบายจัดสรร 15% ของกำไรสุทธิประจำปีเป็นเงินโบนัสให้พนักงาน โดยแบ่งตามสัดส่วนเงินเดือนของแต่ละคน
โบนัสพิเศษ (Special Bonus / Spot Bonus)
โบนัสพิเศษ เป็นเงินรางวัลที่มอบให้แก่พนักงานเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากโบนัสประจำปี เพื่อตอบแทนความสำเร็จเฉพาะด้านหรือผลงานที่เหนือความคาดหมาย บริษัทจ่ายได้ตลอดทั้งปี ไม่จำเป็นต้องรอถึงสิ้นปี
ตัวอย่างของโบนัสพิเศษ ได้แก่
- โบนัสจากการทำโครงการสำคัญสำเร็จ
- โบนัสจากการคิดค้นนวัตกรรมหรือปรับปรุงกระบวนการทำงาน
- โบนัสจากการทำยอดขายได้เกินเป้าหมายอย่างชัดแจ้ง
- โบนัสจากการแก้ไขปัญหาสำคัญของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โบนัสการันตี (Guaranteed Bonus)
โบนัสการันตี เป็นโบนัสที่บริษัทรับประกันว่าจะจ่ายให้พนักงานตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทหรือผลงานของพนักงาน พบได้ในสัญญาจ้างและการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง หรือพนักงานที่มีความสามารถพิเศษที่บริษัทต้องการใช้กลยุทธ์ให้มาร่วมงานหรือทำงานกับบริษัทต่อไป
ตัวอย่างของโบนัสการันตี เช่น
- โบนัสเซ็นสัญญา (Signing Bonus) จ่ายเมื่อพนักงานตกลงเข้าร่วมงานกับบริษัท
- โบนัสการันตีประจำปี รับประกันการจ่ายโบนัสจำนวนหนึ่งทุกปี ไม่ว่าผลประกอบการจะเป็นเช่นไร
- โบนัสรักษาพนักงาน (Retention Bonus) จ่ายให้เมื่อพนักงานทำงานครบตามระยะเวลาที่กำหนด
โบนัส ต่างจากการปรับขึ้นเงินเดือนยังไง?

โบนัสและการปรับขึ้นเงินเดือนเป็นรูปแบบของผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ทั้งด้านวัตถุประสงค์ วิธีการจ่าย และผลกระทบระยะยาว
ลักษณะการจ่าย
- โบนัส เป็นเงินก้อนพิเศษจ่ายครั้งเดียว (one-time payment) ไม่มีผลต่อเนื่องในระยะยาว ส่วนใหญ่จ่ายเป็นรายปี หรือเมื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนด
- การปรับขึ้นเงินเดือน เป็นการเพิ่มรายได้ประจำแบบถาวร มีผลต่อเนื่องไปตลอด ทำให้รายได้พื้นฐานของพนักงานเพิ่มขึ้นในระยะยาว
วัตถุประสงค์
- โบนัส มุ่งเน้นการตอบแทนผลงานในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นการให้รางวัลสำหรับความสำเร็จหรือการบรรลุเป้าหมายเฉพาะ
- การปรับขึ้นเงินเดือน เน้นการปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น หรือเพื่อตอบแทนการพัฒนาทักษะและประสบการณ์ของพนักงานในระยะยาว
ผลกระทบทางการเงิน
- โบนัส ไม่มีผลต่อสวัสดิการพนักงานอื่น ๆ ที่คำนวณจากเงินเดือน เช่น เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินชดเชยกรณีเลิกจ้าง (ตามกฎหมายแรงงาน)
- การปรับขึ้นเงินเดือน มีผลต่อสวัสดิการอื่น ๆ ที่คำนวณจากเงินเดือน ทำให้พนักงานได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นในหลายด้าน
ความถี่และความแน่นอน
- โบนัส มีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทและผลงานของพนักงาน บางปีได้มาก บางปีได้น้อยหรือไม่ได้เลย
- การปรับขึ้นเงินเดือน มีความแน่นอนมากกว่า ส่วนใหญ่จะปรับขึ้นปีละครั้งตามนโยบายของบริษัท แต่อัตราการปรับแตกต่างกันไปตามผลงาน
มุมมองของบริษัท
- โบนัส เป็นค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นได้ บริษัทสามารถปรับลดหรืองดจ่ายได้ในปีที่ผลประกอบการไม่ดี ช่วยให้บริษัทบริหารและเลือกคุณสมบัติผู้สมัครงานได้มีประสิทธิภาพ
- การปรับขึ้นเงินเดือน เป็นภาระผูกพันระยะยาวของบริษัท เมื่อปรับขึ้นแล้วไม่สามารถลดลงได้ง่าย จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
สรุป
โบนัส (Bonus) เป็นเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์งานกับบริหารทรัพยากรบุคคล ที่สร้างแรงจูงใจและตอบแทนความทุ่มเทของพนักงาน การจ่ายโบนัสขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งผลประกอบการของบริษัท ผลงานรายบุคคล ผลงานของทีม และนโยบายของบริษัท
การคำนวณโบนัสทำได้หลายวิธี เช่น การคำนวณเป็นจำนวนเดือนของเงินเดือน เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนทั้งปี หรือการจัดสรรจากผลกำไรของบริษัท ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กร
โบนัสแบ่งเป็นหลายประเภท อาทิ โบนัสตามผลงาน โบนัสตามผลประกอบการ โบนัสพิเศษ และโบนัสการันตี แต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน โบนัสแตกต่างจากการปรับเงินเดือนตรงที่โบนัสเป็นเงินก้อนจ่ายครั้งเดียว ขณะที่การปรับเงินเดือนส่งผลระยะยาวต่อรายได้ของพนักงาน
ลักษณะเปรียบเทียบ | โบนัส (Bonus) | การปรับขึ้นเงินเดือน (Salary Increase) |
|---|---|---|
ลักษณะการจ่าย | เงินก้อนพิเศษ จ่ายครั้งเดียว (One-time) | เพิ่มรายได้ประจำแบบถาวร (Permanent) |
วัตถุประสงค์ | ตอบแทนผลงานและความสำเร็จที่ผ่านมาในอดีต | ปรับให้สอดคล้องกับตลาด ค่าครองชีพ พัฒนาการระยะยาว |
ผลกระทบต่อสวัสดิการอื่น | ไม่มีผลต่อสวัสดิการที่คำนวณจากฐานเงินเดือน | มีผลต่อสวัสดิการที่คำนวณจากฐานเงินเดือน (เช่น กองทุนฯ ชดเชย) |
ความถี่และความแน่นอน | ไม่แน่นอนสูง ขึ้นกับผลประกอบการ/ผลงาน | แน่นอนกว่า ส่วนใหญ่ปรับปีละครั้งตามนโยบาย |
มุมมองของบริษัท | เป็นค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่นได้ ปรับลด/งดจ่ายได้ตามสถานการณ์ | ภาระผูกพันระยะยาว ลดลงได้ยาก |
ผลกระทบระยะยาวต่อรายได้ | ไม่มีผลต่อเนื่อง | มีผลต่อเนื่อง เพิ่มรายได้พื้นฐานถาวร |
