เรซูเม่ (Resume) คืออะไร | วิธีเขียนเรซูเม่สมัครงานให้ได้งาน!

JobFinFin สรุปให้
- เรซูเม่ คือเอกสารสรุปประวัติส่วนตัว การศึกษา ประสบการณ์ ทักษะ และเป้าหมายอาชีพ สำหรับใช้สมัครงาน
- การเขียนเรซูเม่ต้องกระชับ ตรงประเด็น นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับตำแหน่งงาน และใช้ภาษาถูกต้อง
- ข้อมูลในเรซูเม่ ได้แก่ ข้อมูลส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน ทักษะ ผลงาน และเป้าหมายในอาชีพ
- หลีกเลี่ยงข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง ใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ หรือใช้แถบวัดระดับทักษะ
- เทคนิคการเขียนเรซูเม่ คือ เริ่มต้นให้น่าสนใจ นำเสนอทักษะที่ตรงกับตำแหน่งงาน ใช้ภาษาและแบบอักษรเหมาะสม จัดรูปแบบให้อ่านง่าย และตรวจความถูกต้องก่อนส่ง
- ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ ให้นำเสนอประวัติการศึกษา ทักษะ กิจกรรม และผลงานระหว่างเรียน
เรซูเม่หรือ Resume เป็นเอกสารที่ใช้สมัครงานเพื่อนำเสนอข้อมูลส่วนตัว ประสบการณ์ ความสามารถ และผลงานของผู้สมัครต่อองค์กร ถ้าเขียนเรซูเม่ได้ดี มีการนำเสนอข้อมูลที่โดดเด่นและเหมาะกับตำแหน่ง ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้รับการพิจารณาเรียกเข้าสัมภาษณ์งานค่ะ
เรซูเม่ (Resume) คืออะไร?

เรซูเม่ (Resume) คือ เอกสารที่รวบรวมข้อมูลส่วนตัว การศึกษา ประวัติการทำงาน ความสามารถ ผลงานความสำเร็จ รวมถึงเป้าหมายในอาชีพของผู้สมัครงาน เพื่อให้องค์กรเห็นภาพรวมและพิจารณาว่าเหมาะกับตำแหน่งงานที่เปิดรับหรือไม่
เรซูเม่จะช่วยนำเสนอข้อมูลประวัติของผู้สมัครให้ออกมาในแบบที่เข้าใจง่าย และสร้างความประทับใจเป็นอันดับแรก ในการเขียนสามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะสมตามแต่ละตำแหน่งได้
เรซูเม่ vs CV
เรซูเม่ (Resume) กับ CV (Curriculum Vitae) มีจุดประสงค์ที่ใกล้เคียงกัน คือใช้นำเสนอข้อมูลส่วนตัวและประสบการณ์ในการสมัครงาน แต่แตกต่างกันที่
- ความยาว เรซูเม่ส่วนมากจะสั้นกระชับ ความยาวไม่เกิน 1-2 หน้า เพราะเน้นเรื่องการสมัครงานทั่วไป ไม่ต้องระบุรายละเอียดมาก ขณะที่ CV มีความยาวตั้งแต่ 2 หน้าขึ้นไป เพื่อบรรยายรายละเอียดความสามารถอย่างครอบคลุม
- วัตถุประสงค์ เรซูเม่เหมาะกับการสมัครงานสายอาชีพทั่วไป โดยเฉพาะภาคเอกชน ส่วน CV เหมาะสำหรับสมัครงานในสายวิชาการหรือสายงานวิจัย ที่ต้องอธิบายความสามารถอย่างละเอียด
- เนื้อหา เรซูเม่เน้นเขียนให้กระชับ ไม่ต้องระบุรายละเอียดมาก เพื่อดึงความสนใจของ HR ให้อยากอ่านในเวลาสั้น ๆ ขณะที่ CV จะให้ข้อมูลอย่างละเอียดครบถ้วน เพื่อแสดงความสามารถให้ครอบคลุมและเข้าใจง่าย
อ่านเพิ่มเติม — CV คืออะไร | แตกต่างกับ "เรซูเม่ (Resume)" ยังไงบ้าง?
เรซูเม่ vs Portfolio
เรซูเม่ (Resume) และพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ต่างก็ใช้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้สมัครในการสมัครงาน แต่มีข้อแตกต่างกันในแง่รูปแบบการนำเสนอ ดังนี้
- ความยาว เรซูเม่ส่วนใหญ่จำกัดความยาวอยู่ที่ 1-2 หน้า เพื่อกระชับข้อมูล แต่พอร์ตโฟลิโอสามารถยาวได้หลายหน้าตามต้องการ เพื่อแสดงผลงานโดยละเอียด
- รูปแบบการนำเสนอ เรซูเม่เน้นการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบของข้อความเป็นหลัก มีการออกแบบที่เรียบง่าย แต่พอร์ตโฟลิโอจะมีการออกแบบที่สร้างสรรค์ เน้นการแสดงผลงานผ่านรูปภาพ ตัวอย่าง ลิงก์ หรือวิดีโอ
- เนื้อหา เรซูเม่มุ่งนำเสนอข้อมูลโดยย่อ เน้นจุดสำคัญและครอบคลุม ส่วนพอร์ตโฟลิโอจะอธิบายข้อมูลโดยละเอียด เน้นการแสดงผลงานทีละชิ้นและมีเรื่องราวประกอบ
อ่านเพิ่มเติม — Portfolio สมัครงาน | รวมทุกเทคนิค วิธีทำ และตัวอย่างที่ HR อยากเห็น
ข้อมูลที่ต้องมี การเขียนเรซูเม่สมัครงาน
การเขียนเรซูเม่สมัครงานให้ได้ผล ต้องใส่ข้อมูลจำเป็นและเกี่ยวข้องเพื่อการพิจารณาของ HR ดังนี้
1. ข้อมูลส่วนตัวและการติดต่อ
ระบุชื่อ-นามสกุล ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยใส่ช่องทางการติดต่อที่ชัดเจนทั้งเบอร์โทรศัพท์ อีเมล และที่อยู่ปัจจุบันที่สะดวกในการติดต่อ หรือใส่รูปถ่ายกรณีตำแหน่งที่สมัครมีการพบปะหรือใช้บุคลิกภาพในการทำงาน เช่น ตำแหน่งบริการลูกค้า พนักงานขาย
อ่านเพิ่มเติม — ถ่ายรูปสมัครงานให้ได้งาน! 5 เทคนิคถ่ายรูปสมัครงานให้ดูโปร
2. ประวัติการศึกษา
ระบุระดับการศึกษาไปถึงอุดมศึกษา พร้อมกับชื่อสถาบัน สาขา และปีที่จบ รวมถึงสามารถระบุเกรดเฉลี่ย วิชาเฉพาะที่เรียน หรือการอบรมเสริมทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงาน เพื่อแสดงความสนใจกับความสามารถพิเศษ เช่น ประกาศนียบัตรการอบรมภาษา หรือทักษะคอมพิวเตอร์
3. ประสบการณ์การทำงาน
ใส่ชื่อบริษัท ตำแหน่งงาน ระยะเวลาที่ทำงาน และหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก เรียงลำดับจากงานปัจจุบัน (หรือล่าสุด) ไปหางานที่เก่ากว่า เน้นประสบการณ์เฉพาะที่เกี่ยวข้องหรือมีประโยชน์กับงานที่สมัคร
4. ทักษะและความสามารถ (Skills)
นำเสนอทักษะด้านเทคนิค (Technical Skills / Hard Skills) ที่ตรงกับตำแหน่งงาน และนำเสนอทักษะกับความสามารถพิเศษที่จำเป็นต่อการทำงาน รวมถึงทักษะด้านสังคม (Soft Skill) ใช้คำอธิบายที่เข้าใจง่าย เช่น ดีเยี่ยม ดีมาก ดี หรือแนบคะแนนทดสอบความสามารถที่ได้รับการรับรอง
5. ผลงานและความสำเร็จ (Achievements)
เน้นอธิบายกระบวนการทำงานและผลลัพธ์จากผลงานที่โดดเด่น หรือโครงการที่แสดงความสำเร็จหรือความภาคภูมิใจ ให้ชี้แจงเหตุผลในการทำ อุปสรรคที่พบ และวิธีการแก้ปัญหาจนนำไปสู่ความสำเร็จ เพื่อให้ HR เข้าใจขั้นตอนการคิดและการทำงานของผู้สมัครได้ชัดขึ้น
6. จุดมุ่งหมายในอาชีพ (Career Objective)
Career Objective คือการเขียนเป้าหมายในสายอาชีพที่ต้องการ โดยใช้คำตรงกับความต้องการของตำแหน่งงาน และอธิบายว่าจะนำประสบการณ์ ผลงาน กับความสามารถมาใช้พัฒนาบริษัทในตำแหน่งที่สมัครได้อย่างไร
7. บุคคลอ้างอิง (References) ถ้ามี
ถ้ามีบุคคลรับรองความสามารถจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ให้ระบุชื่อ ตำแหน่ง หน่วยงาน และช่องทางการติดต่อ โดยต้องเป็นคนที่ให้ความเห็นเชิงบวกเกี่ยวกับการทำงานของผู้สมัคร และเคยร่วมงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงกับงานที่กำลังสมัครค่ะ
8. ส่วนสรุป (Summary / About Me)
ส่วนสรุปหรือการเขียนประวัติส่วนตัวย่อเกี่ยวกับตัวเอง อยู่ด้านบนสุดของ Resume เพื่อให้ HR เห็นภาพรวม เน้นสรุปจุดเด่น ลักษณะนิสัย ความสามารถ เป้าหมายในการทำงาน หรือประสบการณ์ที่กำลังหา ให้ใช้การเขียนที่กระชับ เข้าใจง่าย และน่าสนใจ เพราะถึง Summary จะไม่ใช่หัวข้อที่จำเป็น แต่ก็สามารถสร้างความประทับใจเบื้องต้นและชวนให้ HR อยากอ่านข้อมูลของเราส่วนอื่นในเรซูเม่ต่อ
ข้อมูลที่ไม่ควรใส่ในเรซูเม่
การเขียนเรซูเม่สมัครงาน ให้เลี่ยงการใส่ข้อมูลที่ไม่จำเป็นหรือส่งผลเสียต่อการพิจารณา ดังนี้
ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน หรือข้อมูลเท็จ
ไม่ควรใส่ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่มีประโยชน์ในการพิจารณา เช่น งานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวข้อง ความชอบส่วนตัว หรือนิสัยใจคอ เพราะอาจทำให้เรซูเม่ไม่น่าเชื่อถือ และไม่ควรระบุข้อมูลเท็จเด็ดขาด เพราะปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้ไม่ยาก อาจทำให้เสียโอกาสในการสมัครงานกับที่อื่นในอนาคตไปด้วย
การใช้ภาษาไม่เป็นทางการ หรือไม่สุภาพ
การใช้ภาษาในเรซูเม่ควรเป็นทางการ ไม่ใช้คำพูดหรือคำสแลง เลี่ยงการพูดจาไม่สุภาพ โอ้อวด หรือกล่าวถึงนายจ้างเดิมในแง่ลบ เพื่อแสดงความเป็นมืออาชีพของผู้สมัคร
การใช้ค่าพลังวัดระดับทักษะ (Skills)
ถึงการใช้แถบสีหรือกราฟแสดงระดับความสามารถจะช่วยให้เรซูเม่ดูแปลกตา แต่ HR ต้องการคำอธิบายที่ชัดและเป็นรูปธรรมมากกว่า แนะนำให้ระบุทักษะจากการใช้ระดับคำบรรยาย เช่น ดีมาก ชำนาญ พื้นฐาน หรือใส่คะแนนสอบวัดระดับ
การใช้อีเมลและรูปภาพที่ไม่เป็นทางการ ไม่เหมาะสม
อีเมลแอดเดรสในเรซูเม่ สิ่งแรกที่แสดงความเป็นมืออาชีพของผู้สมัครงาน ควรเลือกใช้อีเมลที่ประกอบด้วยชื่อ-นามสกุลจริง ไม่ใช้ชื่อเล่น ภาษาวัยรุ่น หรือตัวเลขที่ไม่เกี่ยวข้อง และรูปถ่ายที่ใช้ต้องสุภาพ การแต่งกายเหมาะสม ไม่ใช้รูปเซลฟี่ หรือภาพตัดต่อ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้สมัครค่ะ
เทคนิคการเขียนเรซูเม่สมัครงานให้เข้าตา HR

แค่การเขียนเรซูเม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์อาจยังไม่พอทำให้ได้งาน ถ้าต้องการดึงความสนใจจาก HR แนะนำให้ใช้เทคนิคเพิ่มเติมดังนี้
1. เริ่มต้นให้น่าสนใจ
Summary หรือสรุปแนะนำตัวที่อยู่ด้านบนของเรซูเม่ ต้องเขียนให้ชัด บอกจุดเด่น เป้าหมาย และความสนใจในงาน ไม่เกิน 3-4 บรรทัด ด้วยภาษาเขียนที่เข้าใจง่าย ตรงประเด็น เพื่อให้ HR อยากรู้จักและอ่านข้อมูลส่วนอื่นต่อ
2. นำเสนอทักษะที่ตรงกับตำแหน่งงาน
เน้นนำเสนอทักษะและประสบการณ์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร ควรศึกษางานนั้น ๆ ให้ดีก่อน แล้วปรับข้อมูลในเรซูเม่ให้ตรงกับสิ่งที่ HR กำลังมองหา อย่าลืมแนบผลคะแนนทดสอบหรือใบประกาศที่แสดงความสามารถในทักษะนั้น ๆ ด้วย เช่น TOEIC, HSK, TOPIK หรืออาจต้องทำเรซูเม่ภาษาอังกฤษ พร้อมแนบคะแนนทดสอบภาษาถ้าสมัครงานกับบริษัทต่างชาติ
3. การเลือกใช้ภาษาและแบบอักษร
ในการเขียนควรใช้ภาษาทางการ กระชับ เข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์แสลงหรือคำฟุ่มเฟือย ถ้ามีศัพท์เฉพาะให้ใส่คำอธิบายกำกับไว้ สำหรับฟอนต์ควรเลือกแบบมาตรฐาน อ่านง่าย เช่น TH Sarabun หรือ Cordia New ขนาดตัวอักษรระหว่าง 14-16 พอยต์สำหรับเนื้อหา และขนาดใหญ่กว่าสำหรับหัวข้อ
4. การจัดรูปแบบให้อ่านง่าย กระชับ
รูปแบบของเรซูเม่ต้องจัดให้เป็นระเบียบ ดูดี สบายตา ไม่ใช้สีฉูดฉาด แบ่งหัวข้อให้ชัด ใช้เส้นแบ่งบาง ๆ ขีดเน้นส่วนสำคัญ และเว้นวรรคให้พอดี เนื้อหาไม่ควรแน่นเกินจนไม่สามารถอ่านจบได้ในเวลาสั้น ๆ
5. ตรวจความถูกต้องก่อนส่งเรซูเม่
ทบทวนเรซูเม่หลาย ๆ รอบ เพื่อตรวจความถูกต้องของเนื้อหาและรูปแบบ ทั้งการสะกดคำ ไวยากรณ์ ย่อหน้า หรือจุดที่อาจมองข้าม รวมถึงตรวจสอบชื่อ เบอร์โทร อีเมล ให้เป็นข้อมูลที่ Update ล่าสุด นอกจากตรวจทานด้วยตัวเองแล้ว การให้คนอื่นอ่านทบทวนก่อนส่ง ก็ช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นค่ะ
วิธีเขียนเรซูเม่สำหรับผู้ไม่มีประสบการณ์ (เด็กจบใหม่)
สำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ทำงาน การเขียนเรซูเม่จะต่างจากกรณีมีประสบการณ์พอสมควร เทคนิคที่ควรทำมีดังนี้
1. เน้นส่วนสรุป (Summary) ให้น่าสนใจ
ส่วน Summary จำเป็นมากสำหรับเด็กจบใหม่ ต้องเขียนให้กระชับประมาณ 3-4 บรรทัด เพื่อบอกจุดเด่นและคุณสมบัติโดยรวมของตัวเอง เน้นการแสดงความสนใจ ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และพร้อมปรับตัวเข้ากับงานใหม่ เพื่อให้ HR อ่านข้อมูลส่วนอื่นต่อไป
2. นำเสนอประวัติการศึกษา กับทักษะอย่างละเอียด
ให้ข้อมูลการศึกษาครบถ้วน ตั้งแต่ระดับการศึกษา สถาบัน สาขา ปีที่จบ เกรดเฉลี่ย จนถึงวิชาเฉพาะ หรือการอบรมพิเศษที่เกี่ยวข้อง นำเสนอทั้ง Hard Skills กับ Soft Skills เพื่อแสดงความสามารถโดยรวม เช่น ความชำนาญทางคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร หรือการทำงานเป็นทีม
3. นำเสนอกิจกรรม รางวัล และผลงานระหว่างเรียน
เด็กจบใหม่สามารถเพิ่มความน่าสนใจจากการระบุกิจกรรม รางวัล ความสำเร็จ หรือผลงานที่ทำระหว่างเรียนได้ เพื่อแสดงความสามารถและศักยภาพ แต่ต้องเลือกเฉพาะหัวข้อที่เกี่ยวข้องหรือมีประโยชน์กับงานเท่านั้น
4. ใส่ข้อมูลฝึกงานและงานพิเศษ (Part-time)
ถ้ามีประสบการณ์จากการฝึกงานหรืองานพาร์ทไทม์ จะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับสายงาน ก็ควรระบุในเรซูเม่ เพราะช่วยให้เห็นถึงความตั้งใจ ความรับผิดชอบ และการจัดสรรเวลาที่ดี ซึ่งผู้จ้างงานหลายแห่งต้องการ แนะนำเน้นงานในสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเป็นอันดับแรก
5. ปรับเนื้อหาให้เหมาะกับตำแหน่งงาน
ในการสมัครงานแต่ละอย่าง เทคนิคคือการปรับข้อมูลในเรซูเม่ให้สอดคล้องกับลักษณะงาน เช่น ถ้าสมัครงานออกแบบกราฟิก ให้เน้นผลงานด้านการออกแบบ ประสบการณ์การฝึกงานในสายงาน หรือความสามารถในโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง การเลือกนำเสนอจุดแข็งที่ตรงกับตำแหน่ง จะช่วยให้ HR เห็นความเหมาะสมและเห็นศักยภาพของผู้สมัครชัดขึ้นค่ะ
ตัวอย่างเรซูเม่

การเขียนเรซูเม่ต้องมีเนื้อหาสาระครบถ้วน และต้องมีการจัดรูปแบบที่ดูดี น่าอ่าน และเหมาะกับงานที่สมัคร ตัวอย่างเรซูเม่ในแต่ละสายงาน เช่น
ตัวอย่างเรซูเม่สมัครงานทั่วไป
เรซูเม่สมัครงานทั่วไป เน้นเลือกโทนสีและการออกแบบที่เรียบง่าย สบายตา ไม่ฉูดฉาด ถ้าใช้เส้นแบ่ง ให้ใช้เส้นบาง ๆ สีพื้น ไม่มีลวดลายมากเกิน จัดวางข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่ อ่านง่าย และเป็นระเบียบค่ะ
ตัวอย่างเรซูเม่สมัครงานสายครีเอทีฟ
เรซูเม่สายครีเอทีฟ เช่น งานศิลปะ การออกแบบ ต้องแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านการจัดรูปแบบหรือการใช้สีสันในเรซูเม่ ให้ดูสวย แปลกตา และมีเอกลักษณ์ แต่ยังให้ความเรียบร้อยเหมาะสำหรับการสมัครงาน ไม่ใช้องค์ประกอบที่เยอะเกิน
แนะนำเครื่องมือช่วยทำเรซูเม่สมัครงาน
ปัจจุบันมีเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นช่วยสร้างเรซูเม่ให้สวย ดูดี และตรงตามรูปแบบที่ต้องการ แค่เลือก Template ที่ชอบ ใส่ข้อมูลที่เตรียมไว้ และปรับแต่งตามต้องการ ก็จะได้เรซูเม่พร้อมใช้ค่ะ ที่แนะนำก็เช่น
- Canva - เว็บไซต์และแอปสร้างงานกราฟิก ใช้ง่าย มีเทมเพลตให้เลือกเยอะ
- Resume.com - เน้นสร้างเรซูเม่แบบมืออาชีพ มีระบบแชร์และติดตามผลการสมัครงาน
- Novoresume - ดีไซน์เรซูเม่สวยทันสมัย มีตัวช่วยในการวิเคราะห์
- Resume.io - แบ่งเทมเพลตตามอาชีพ พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
รูปแบบไฟล์ในการส่งเรซูเม่ (.pdf)
หลังเขียนเรซูเม่เสร็จ ส่วนมากบันทึกไฟล์เป็นแบบ .PDF มากกว่า .DOC หรือ .DOCX ค่ะ เพราะช่วยให้รูปแบบแสดงผลเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเปิดด้วยเครื่องหรือโปรแกรมใด ป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ และสามารถตั้งรหัสผ่านเพื่อป้องกันการคัดลอกเนื้อหาได้
สรุป
“เรซูเม่ หรือ Resume” เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารการสมัครงานเพื่อนำเสนอข้อมูลส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน ผลงานเด่น และเป้าหมายในอาชีพของผู้สมัคร เทคนิคการเขียนเรซูเม่คือต้องใส่ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ตรงกับตำแหน่งงาน ดูน่าสนใจตั้งแต่เริ่ม พร้อมจัดรูปแบบให้กระชับ อ่านง่าย ใช้ภาษาสุภาพ เป็นทางการ และตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่ง หรือส่งพร้อม cover letter เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ
สำหรับคนไม่มีประสบการณ์ทำงาน ให้เน้นการนำเสนอประวัติการศึกษา ผลการเรียน การฝึกงาน กิจกรรม รางวัล หรือผลงานอื่น ๆ ระหว่างเรียน รวมถึงทักษะความสามารถ และปรับข้อมูลในเรซูเม่ให้ตรงกับตำแหน่งงานที่สมัคร แนะนำเลือกใช้เครื่องมือหรือเว็บไซต์ช่วยทำเรซูเม่เพื่อความสะดวก และบันทึกเป็นไฟล์ .PDF ค่ะ
