Organization Chart คืออะไร ? ที่ใช้กันในองค์กรธุรกิจ มีอะไรบ้าง ?

JobFinFin สรุปให้
- Organization Chart หรือ แผนผังองค์กร คือเครื่องมือบริหารที่แสดงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ ในองค์กร
- แผนผังองค์กรมี 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ แบบลำดับชั้น แบบเมทริกซ์ แบบแนวราบ และแบบแบ่งตามส่วนงาน
- organizational chart ช่วยให้พนักงานเข้าใจสายการบังคับบัญชา ขอบเขตงาน และช่องทางการสื่อสารภายในองค์กร
- การสร้างแผนผังองค์กรเริ่มจากกำหนดวัตถุประสงค์ ระบุตำแหน่งงาน จัดลำดับชั้น กำหนดความสัมพันธ์ และทบทวนปรับปรุงสม่ำเสมอ
- Organization Chart ที่ทำงานได้ดีควรง่ายต่อการเข้าใจ และสะท้อนโครงสร้างจริงขององค์กร
Organization Chart หรือแผนผังองค์กร คือเครื่องมือพื้นฐานสำหรับผู้บริหารในการวางโครงสร้างองค์กรให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แผนผังนี้แสดงภาพรวมของโครงสร้างการบริหาร สายการบังคับบัญชา และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กร
บทความนี้ JobFinFin จะอธิบายถึงความหมาย ประโยชน์ รูปแบบ องค์ประกอบสำคัญ ตลอดจนวิธีสร้าง organizational chart ที่ใช้งานได้จริงค่ะ
Organization Chart คืออะไร?

Organization Chart หรือแผนผังองค์กร มีชื่อเรียกในภาษาไทยหลายแบบ เช่น แผนภูมิองค์กร โครงสร้างองค์กร และผังบริหารองค์กร แผนภาพนี้ใช้เป็นเครื่องมือทางการบริหาร เพื่อแสดงโครงสร้างความเชื่อมโยงของตำแหน่งต่าง ๆ ภายในองค์กร
ในมุมมองการจัดการ organizational chart เป็นพิมพ์เขียวที่ชี้ให้เห็นการจัดวางอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ สายการรายงานผล การแบ่งงาน และลำดับชั้นการบังคับบัญชาของบุคลากร ที่ทั้งหมดสะท้อนถึงแนวทางการจัดการกับวัฒนธรรมและ โครงสร้างองค์กร นั้น
หน้าที่และประโยชน์ของ Organization Chart ต่อองค์กร
แผนผังองค์กรที่ออกแบบได้ดี จะมีประโยชน์ต่อองค์กรในหลาย ๆ ด้าน เช่น
- แสดงสายการบังคับบัญชา ช่วยให้พนักงานเข้าใจว่าตัวเองอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร และมีอำนาจตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน ทำให้การทำงานราบรื่น ลดความสับสนเรื่องผู้มีอำนาจสั่งการ
- กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบ ช่วยให้พนักงานเข้าใจบทบาทหน้าที่กับ รายละเอียด Job Description ของตนเองและผู้อื่น ทำให้ไม่เกิดการทำงานซ้ำซ้อน
- ช่วยวางแผนทรัพยากรบุคคล ผู้บริหารสามารถใช้แผนผังองค์กรวางแผนอัตรากำลังคน การพัฒนาบุคลากร และวางแผนความก้าวหน้าในสายอาชีพของพนักงานโดยฝ่าย HR
- แสดงช่องทางการสื่อสารแบบทางการภายในองค์กร ช่วยให้การส่งต่อข้อมูลและการตัดสินใจทำได้ดี
- สนับสนุนการประสานงาน ช่วยให้พนักงานเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้การทำงานเป็นทีมร่วมกันได้ราบรื่น
- เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และปรับปรุงองค์กร ผู้บริหารสามารถใช้แผนผังองค์กรวิเคราะห์ว่าโครงสร้างปัจจุบันทำงานได้ดีแค่ไหน แล้ววางแผนปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสภาพธุรกิจที่เปลี่ยนไป
- ช่วยปฐมนิเทศพนักงานใหม่ ทำให้พนักงาน fresh graduate เข้าใจภาพรวมขององค์กร ตำแหน่งงานตนเอง และความสัมพันธ์กับตำแหน่งอื่น ๆ ได้เร็วขึ้น
รูปแบบของ Organizational Chart ที่ใช้ในบริษัททั่วไป

รูปแบบของ Organization Chart มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ขนาดองค์กร และแนวทางการบริหาร สามารถแบ่งได้ 4 ประเภทหลัก ดังนี้
1. โครงสร้างองค์กรแบบลำดับชั้น (Hierarchical Structure)
โครงสร้างแบบลำดับชั้น คือรูปแบบพบบ่อยที่สุด มีลักษณะคล้ายพีระมิดที่มีผู้บริหารระดับสูงอยู่ที่ยอด และแตกแขนงลงมาเป็นระดับชั้นต่าง ๆ ตามลำดับ ลักษณะเด่นของโครงสร้างนี้มีดังนี้
- มีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน (Clear Chain of Command)
- มีการแบ่งงานตามหน้าที่ (Functional Division)
- มีลำดับชั้นการบริหารหลายระดับ (Multiple Management Levels)
- การตัดสินใจส่วนใหญ่มาจากผู้บริหารระดับสูง (Top-Down Decision Making)
Hierarchical Structure เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน หรือธุรกิจที่ต้องการการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด เช่น กลุ่มธนาคาร หน่วยงานภาครัฐ และกองทัพ รวมถึงองค์กรที่มีกระบวนการทำงานเป็นมาตรฐานไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงค่ะ
2. โครงสร้างองค์กรแบบเมทริกซ์ (Matrix Structure)
โครงสร้างแบบเมทริกซ์ คือการผสมผสานระหว่างโครงสร้างตามหน้าที่ (Functional Structure) และโครงสร้างตาม KPI ของโครงการ (Project Structure) โดยพนักงานจะรายงานต่อผู้บังคับบัญชาสองคน คือ ผู้จัดการตามสายงานหลัก และผู้จัดการโครงการ ลักษณะเด่นของ organization chart มีดังนี้
- พนักงานมีผู้บังคับบัญชาสองคน (Dual Reporting)
- ผสมผสานระหว่างการแบ่งตามหน้าที่และตามโครงการ
- มีความยืดหยุ่นในการจัดสรรทรัพยากร
- เน้นการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารแนวราบ
Matrix Structure เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวและตอบสนองลูกค้าได้รวดเร็ว หรือองค์กรที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการหลากหลาย รวมถึงองค์กรที่ทำงานเป็นโครงการ เช่น บริษัทที่ปรึกษา บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์
3. โครงสร้างองค์กรแบบแนวราบ (Flat/Horizontal Structure)
โครงสร้างแบบแนวราบมีลำดับชั้นการบริหารน้อย โดยอาจมีเพียง 1-2 ระดับระหว่างผู้บริหารระดับสูงและพนักงานระดับปฏิบัติการ ทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน ลักษณะเด่นของโครงสร้างนี้มีดังนี้
- มีลำดับชั้นการบริหารน้อย (Few Management Layers)
- เน้นการกระจายอำนาจการตัดสินใจ (Decentralized Decision Making)
- การสื่อสารเป็นไปรวดเร็วและตรงไปตรงมา
- พนักงานมีอิสระและความรับผิดชอบในการทำงานสูง
Horizontal Structure เหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือธุรกิจสตาร์ทอัพหรือบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการความคล่องตัวสูง รวมถึงองค์กรที่เน้นนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ค่ะ
4. โครงสร้างองค์กรแบบ divisional (Divisional Structure)
โครงสร้างแบบแบ่งตามส่วนงาน คือการจัดองค์กรโดยแบ่งเป็นหน่วยธุรกิจย่อย (Business Units) ตามประเภทผลิตภัณฑ์ กลุ่มลูกค้า หรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ โดยแต่ละหน่วยธุรกิจจะมีทรัพยากรและการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ ลักษณะเด่นของโครงสร้าง ได้แก่
- แบ่งตามผลิตภัณฑ์ ตลาด หรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์
- แต่ละหน่วยธุรกิจมีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน
- มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังผู้บริหารของแต่ละหน่วยธุรกิจ
- แต่ละหน่วยธุรกิจมีหน้าที่งานหลักของตนเอง
Divisional Structure เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการหลากหลาย บริษัทข้ามชาติที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ และองค์กรที่ต้องการตอบสนองความต้องการของตลาดที่แตกต่างกันค่ะ
องค์ประกอบพื้นฐานที่ต้องมีใน Organization Chart

การสร้าง Organization Chart ที่ให้ภาพรวมโครงสร้างขององค์กรได้ชัดเจน ต้องมีส่วนประกอบพื้นฐานเพื่อแสดงข้อมูลที่จำเป็น ได้แก่
1. ชื่อองค์กรกับชื่อแผนก แสดงชื่อองค์กรให้ชัดเจนที่ส่วนบนของแผนผัง และระบุชื่อแผนกหรือหน่วยงานต่าง ๆ ให้ครบ
2. ตำแหน่งงาน ระบุชื่อตำแหน่งงานให้ชัดเจน เช่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด (Marketing Director) หัวหน้าทีมขาย (Sales Team Leader) เป็นต้น
3. ชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง ในบางกรณี อาจระบุชื่อของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งนั้น ๆ เพื่อให้ทราบว่าใครรับผิดชอบในตำแหน่งใด
4. เส้นความสัมพันธ์ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ ด้วยเส้น โดยทั่วไปมี 3 ประเภท
- เส้นสายการบังคับบัญชา (Line Authority) แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้นำที่ดี และผู้ใต้บังคับบัญชา
- เส้นความสัมพันธ์เชิงที่ปรึกษา (Staff Authority) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างที่ปรึกษาและผู้รับคำปรึกษา
- เส้นความสัมพันธ์เชิงหน้าที่ (Functional Authority) แสดงความสัมพันธ์ที่หน่วยงานหนึ่งมีอำนาจหน้าที่เหนืออีกหน่วยงานหนึ่งในเรื่องเฉพาะ
5. ระดับชั้นการบริหาร แสดงลำดับชั้นของตำแหน่งงานตั้งแต่ระดับสูงสุดจนถึงระดับปฏิบัติการ โดยระดับเดียวกันควรอยู่ในแนวเดียวกัน
6. จำนวนตำแหน่งและอัตรากำลัง ในบางกรณี อาจระบุจำนวนตำแหน่งหรืออัตรากำลังในแต่ละหน่วยงาน
7. วันที่จัดทำหรือปรับปรุง ระบุวันที่จัดทำหรือปรับปรุงแผนผังองค์กรล่าสุด เพื่อให้ทราบว่าเป็นข้อมูลที่ทันสมัย
8. สัญลักษณ์และคำอธิบาย ในกรณีที่ใช้สัญลักษณ์พิเศษหรือรูปแบบเส้นที่แตกต่างกัน ควรมีคำอธิบายสัญลักษณ์เหล่านั้นให้ชัดเจน
ขั้นตอนการสร้างแผนผังองค์กรสำหรับบริษัท
การสร้าง Organization Chart ให้สามารถสะท้อนโครงสร้างองค์กรได้ถูกต้องและเกิดประโยชน์ในการใช้งาน มีลำดับขั้นตอนการจัดทำดังนี้
- ระบุวัตถุประสงค์ในการสร้างแผนผังองค์กรให้ชัดเจน เช่น เพื่อแสดงโครงสร้างปัจจุบัน เพื่อวางแผนการปรับโครงสร้าง หรือเพื่อการสื่อสารกับพนักงานใหม่
- รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ หรือที่เรียกว่าการวิเคราะห์งาน สายการบังคับบัญชา และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ให้ครบ
- พิจารณาว่ารูปแบบโครงสร้างแบบใดเหมาะกับองค์กรมากที่สุด ได้แก่ แบบลำดับชั้น แบบเมทริกซ์ แบบแนวราบ หรือแบบแบ่งตามส่วนงาน
- เริ่มจากการร่างโครงสร้างหลักของแผนผังองค์กร โดยกำหนดตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานหลัก
- ระบุตำแหน่งงานทั้งหมดในองค์กร พร้อมทั้งชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง (ถ้าต้องการ)
- แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งและหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยเส้นความสัมพันธ์ที่เหมาะสม
- ตรวจสอบความถูกต้องและรับ feedback จากผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล
- ออกแบบแผนผังองค์กรให้สวยงาม เป็นระเบียบ อ่านง่าย โดยใช้สี รูปทรง และขนาดที่เหมาะสม
- เผยแพร่ Organization Chart ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ และวางแผนการอัปเดตเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
- ทบทวนแผนผังองค์กรเป็นระยะ และปรับปรุงให้ทันสมัยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร
ตัวอย่าง Organization Chart ของบริษัทขนาดเล็กและขนาดใหญ่

การออกแบบ Organization Chart จะแตกต่างกันตามขนาดและลักษณะของธุรกิจขนาดต่าง ๆ เช่น
ตัวอย่างแผนผังองค์กรสำหรับบริษัทขนาดเล็ก (ธุรกิจบริการ)
สำหรับบริษัทขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจด้านบริการ เช่น บริษัทที่ปรึกษา หรือสำนักงานบัญชี มักใช้โครงสร้างแบบแนวราบ (Flat Structure) ที่มีลำดับชั้นการบริหารไม่มาก เช่น

organization chart แบบนี้มีความยืดหยุ่นสูง พนักงานสามารถทำงานได้หลายหน้าที่ และการสื่อสารระหว่างผู้บริหารกับพนักงานได้รวดเร็วค่ะ
ตัวอย่างแผนผังองค์กรสำหรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลาง
สำหรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลาง เช่น บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือสตาร์ทอัพที่เติบโตแล้ว มักใช้โครงสร้างแบบเมทริกซ์ (Matrix Structure) ที่ผสมผสานระหว่างการแบ่งตามหน้าที่และตามโครงการ เช่น

organization chart แบบนี้ช่วยให้บริษัทสามารถทำงานเป็นโครงการได้ดี โดยยังคงรักษาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละทีม
ตัวอย่างแผนผังองค์กรสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขา
สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขาหรือดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ มักใช้โครงสร้างแบบแบ่งตามส่วนงาน (Divisional Structure) ที่แบ่งตามผลิตภัณฑ์หรือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น

โครงสร้างแบบนี้ช่วยให้แต่ละหน่วยธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในแต่ละภูมิภาคได้ดี ในขณะที่ยังคงได้รับการสนับสนุนกับการกำหนดทิศทางจากสำนักงานใหญ่ค่ะ
สรุป
Organization Chart หรือแผนผังองค์กร คือเครื่องมือสำคัญในการบริหาร ที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ การเลือกรูปแบบแผนผังที่เหมาะกับลักษณะธุรกิจกับวัฒนธรรมองค์กรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพการทำงาน
แผนผังองค์กรที่ดีต้องเข้าใจง่าย สะท้อนโครงสร้างตามความจริง และควรได้รับการทบทวนปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ไม่ว่าองค์กรจะมีขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ การมี Organizational chart ที่ออกแบบอย่างเหมาะสมจะช่วยสร้างความชัดเจนในการทำงาน ส่งเสริมการสื่อสาร และสนับสนุนการเติบโตขององค์กรในระยะยาวค่ะ
