อัปสกิลทำงานด้วย Design Thinking ผ่าน 5 ขั้นตอนการคิดเชิงออกแบบ

JobFinFin สรุปให้
- Design thinking คือวิธีการแก้ปัญหาที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ช่วยสร้างนวัตกรรมและแก้ปัญหาซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การคิดเชิงออกแบบ มี 5 ขั้นตอนหลัก Empathize (การเข้าถึงความรู้สึก) Define (การระบุปัญหา) Ideate (การสร้างแนวคิด) Prototype (การสร้างต้นแบบ) และ Test (การทดสอบ)
- ประโยชน์ที่ได้รับคือ การเพิ่มนวัตกรรม การแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ดีขึ้น และการเสริมสร้างการทำงานเป็นทีม
- สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกอุตสาหกรรมและองค์กร ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริหารทรัพยากรบุคคล จนถึงการแก้ไขปัญหาสังคม
- การพัฒนาทักษะ design thinking ช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำและความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
Design thinking หรือ การคิดเชิงออกแบบ คือกระบวนการแก้ปัญหาที่มุ่งสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นแนวทางสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานทุกสายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การปรับปรุงกระบวนการทำงาน การแก้ไขปัญหาขององค์กร หรือแม้แต่การพัฒนาตัวเองให้เป็น ผู้นำที่ดี และมีประสิทธิภาพค่ะ
Design Thinking คืออะไร ?

Design thinking หรือ การคิดเชิงออกแบบ คือกระบวนการแก้ปัญหาที่มีโครงสร้างชัดเจน เน้นการเข้าใจความต้องการของผู้ใช้เป็นหลัก กระบวนการนี้ช่วยให้ทีมงานสามารถท้าทายข้อสมมติที่มีอยู่เดิม ระบุปัญหาใหม่ แล้วสร้างสรรค์โซลูชันที่เป็นนวัตกรรมเพื่อนำไปทดลองและปรับปรุงต่อไปค่ะ โดยมีหลักการดังนี้
- Human-Centered (เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง) กระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นและมุ่งเน้นไปที่ความต้องการ ปัญหา และประสบการณ์ของผู้ใช้จริง ไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าพวกเขาต้องการ
- Collaborative (การทำงานร่วมกัน) การทำงานร่วมกันเป็นทีม หลากหลายมุมมอง และให้ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนมาเสริมสร้างซึ่งกันและกัน
- Optimistic (มีทัศนคติเชิงบวก) เชื่อมั่นในการบรรลุผลลัพธ์ที่ดี design thinking เป็นความเชื่อพื้นฐานว่าเราทุกคนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ
ประโยชน์ของ Design Thinking ในการทำงานและการแก้ปัญหา

Design thinking มีประโยชน์หลายด้านทั้งในระดับบุคคลและองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา
ประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาและนวัตกรรม
- Design thinking ช่วยให้มองปัญหาจากมุมมองใหม่ และค้นหาแนวทางแก้ไขที่ไม่เคยคิดมาก่อน
- บริษัทต้องสร้างนวัตกรรมเพื่อความอยู่รอด และการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- การทดสอบไอเดียผ่านต้นแบบก่อนลงทุนจริง ช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนในการพัฒนา
ประโยชน์ต่อวัฒนธรรมการทำงาน
- Design thinking ส่งเสริมกับกระตุ้นการทำงานเป็นทีม ช่วยรวมทีมงานเข้าด้วยกันและสร้างวัฒนธรรมที่เป็นบวกมากขึ้นค่ะ
- เมื่อเราวางคนไว้เป็นศูนย์กลางของกระบวนการ ระดับการมีส่วนร่วมและความผูกพันของพนักงานก็จะเพิ่มขึ้น
- การทดลองกับโซลูชันใหม่ลดความกลัวของผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดต่อการเปลี่ยนแปลง
ประโยชน์ต่อความยืดหยุ่นและการปรับตัว
การคิดเชิงออกแบบ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปใช้กับอุตสาหกรรมหรือความท้าทายใดก็ได้ ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวต่อตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงค่ะ
กระบวนการ Design Thinking 5 ขั้นตอน

กระบวนการ design thinking ที่ได้รับการยอมรับประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก กระบวนการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามลำดับเสมอ แต่สามารถย้อนกลับหรือทำซ้ำได้ตามความเหมาะสม โดยมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นที่ 1 Empathize การเข้าถึงมุมมองและความต้องการของผู้ใช้
ขั้นตอน Empathize วางรากฐานให้กระบวนการคิดเชิงออกแบบทั้งหมดค่ะ เป้าหมายคือการทำความเข้าใจผู้ใช้ ผ่านการเรียนรู้และสัมผัสถึงปัญหาจากมุมมองของพวกเขาโดยตรง เพื่อให้เรามองเห็นความต้องการที่แท้จริงก่อนจะเริ่มแก้ไข
วิธีการดำเนินการ
- การสัมภาษณ์เชิงลึก พูดคุยกับผู้ใช้โดยตรงเพื่อเข้าใจปัญหา ความต้องการ และแรงจูงใจของพวกเขา
- การสังเกตการณ์ สังเกตเพื่อมีส่วนร่วมและเห็นอกเห็นใจกับผู้ใช้ของเรา
- การสร้าง Empathy Map เครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ใช้พูด คิด รู้สึก และกระทำ
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้
ถ้าต้องการปรับปรุงกระบวนการรับสมัครงานขององค์กร จุดเริ่มต้นคือการพูดคุยกับผู้สมัครงาน ทีม HR และหัวหน้างาน เพื่อให้เข้าใจถึง Pain Point และอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริงจากมุมมองของแต่ละฝ่าย
ขั้นที่ 2 Define การระบุปัญหาให้ชัดเจน
ขั้นตอน Define คือการนำข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดที่รวบรวมมาจากขั้น Empathize มาสังเคราะห์และกลั่นกรอง เพื่อกำหนดแก่นของปัญหาจากมุมมองผู้ใช้ให้แม่นยำที่สุด
การระบุปัญหาให้ชัดเจน ช่วยทีมออกแบบรวบรวมแนวคิดเพื่อสร้างคุณสมบัติ ฟังก์ชัน และองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ใช้ได้ตรงจุดค่ะ
เครื่องมือที่ใช้
- Problem Statement การเขียนประโยคปัญหาที่เฉพาะเจาะจงและเน้นผู้ใช้
- Point of View (POV) การกำหนดมุมมองที่รวมผู้ใช้ ความต้องการ และข้อมูลเชิงลึก
- How Might We (HMW) Questions คำถามที่ช่วยมองหาโซลูชัน
รูปแบบการเขียน Problem Statement
"[ชื่อผู้ใช้] ต้องการ [ความต้องการ] เพราะว่า [ข้อมูลเชิงลึก]"
ขั้นที่ 3 Ideate การสร้างสรรค์แนวคิดเพื่อแก้ไขปัญหา

ขั้นตอน Ideate คือช่วงเวลาของการระดมความคิดเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา ทีมจะใช้ข้อมูลความเข้าใจผู้ใช้จากขั้น Empathize และข้อสรุปของปัญหาจากขั้น Define มาเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์
การสร้างสรรค์แนวคิดเพื่อแก้ไขปัญหา คือช่วงที่ความคิดจะถูกปลดปล่อย และทุกไอเดียจะได้รับการต้อนรับอย่างเปิดกว้างเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ค่ะ
เทคนิคการสร้างแนวคิด
- Brainstorming การระดมสมองแบบกลุ่มโดยไม่มีการตัดสินหรือวิจารณ์
- Crazy 8s เทคนิคการระดมสมอง เพื่อคิดโซลูชันนอกกรอบ
- Mind Mapping การสร้างแผนผังความคิด เพื่อสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดต่าง ๆ
หลักการในการ Ideate
- Quantity over Quality เน้นจำนวนแนวคิดมากกว่าคุณภาพในช่วงแรก
- Build on Ideas นำแนวคิดของคนอื่นมาต่อยอดและพัฒนา
- Stay Focused มุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่กำหนดไว้
- Encourage Wild Ideas ยินดีต้อนรับแนวคิดที่แปลกใหม่และท้าทาย
ขั้นที่ 4 Prototype การสร้างต้นแบบเพื่อทดลองแนวคิด
ขั้นตอน Prototype เกี่ยวข้องกับการสร้างเวอร์ชันพื้นฐานของผลิตภัณฑ์หรือบริการ จุดมุ่งหมายไม่ใช่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นการทดลอง เรียนรู้อย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุนค่ะ
ประเภทของ Prototype
- Paper Prototype การสร้างต้นแบบด้วยกระดาษและดินสอ
- Digital Wireframe การสร้างโครงร่างดิจิทัลผ่านเครื่องมือต่าง ๆ
- Interactive Prototype ต้นแบบที่ผู้ใช้สามารถโต้ตอบได้จริง
- Service Prototype การจำลองกระบวนการหรือบริการในรูปแบบง่าย ๆ
หลักการสร้าง Prototype ที่มีประสิทธิภาพ
- Start Simple เริ่มต้นด้วยเวอร์ชันที่เรียบง่ายที่สุด
- Focus on Key Features เน้นฟีเจอร์หลักที่ต้องการทดสอบ
- Make it Testable สร้างให้สามารถทดสอบกับผู้ใช้จริงได้
- Fail Fast, Learn Faster ยอมรับความล้มเหลวเพื่อเรียนรู้อย่างรวดเร็ว
ขั้นที่ 5 Test การทดสอบต้นแบบกับผู้ใช้
ขั้นตอน Test คือการนำต้นแบบไปให้ผู้ใช้จริงได้ทดลอง เพื่อรวบรวม Feedback และข้อเสนอแนะกลับมา ข้อมูลที่ได้รับจะช่วยให้นักออกแบบมองเห็นปัญหาการใช้งาน ข้อจำกัดในการเข้าถึง หรือจุดบกพร่องอื่น ๆ ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขค่ะ
วิธีการทดสอบ
- Usability Testing การทดสอบการใช้งานจริง
- User Interview การสัมภาษณ์ผู้ใช้หลังการทดลองใช้งาน
- Observation การสังเกตพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้
- Analytics การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานเชิงตัวเลข
ข้อมูลที่ต้องเก็บรวบรวม
- ความใช้งานได้ ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ตามจุดประสงค์หรือไม่
- ความพึงพอใจ ผู้ใช้รู้สึกอย่างไรกับการใช้งาน
- ปัญหาและอุปสรรค จุดที่ผู้ใช้ติดขัดหรือสับสน
- ข้อเสนอแนะ แนวทางปรับปรุงจากผู้ใช้
การทดสอบไม่ใช่จุดสิ้นสุดของงาน แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงและพัฒนาต่อไป สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ design thinking ที่สามารถย้อนกลับหรือทำซ้ำขั้นตอนต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็นค่ะ
การนำ Design Thinking ไปปรับใช้ในองค์กรและพัฒนาภาวะผู้นำ

Design thinking ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรและการพัฒนาผู้นำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
การประยุกต์ใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคล
- การพัฒนากระบวนการสรรหา ออกแบบกระบวนการใหม่ให้เน้นผู้สมัครเป็นศูนย์กลาง
- การปรับปรุงระบบประเมินผล เปลี่ยนจากการประเมินแบบเดิมที่ประเมินจากบนลงล่างแค่ปีละครั้ง เป็นการลดอุปสรรคและสร้างประสบการณ์เชิงบวกที่พนักงานสัมผัสได้จริงโดยใช้ KPI ที่เหมาะสม | ตัวชี้วัด KPI คืออะไร ?
- การออกแบบประสบการณ์พนักงาน สร้างกิจกรรมและกระบวนการที่ตอบสนองความต้องการจริงของพนักงานเพื่อเพิ่ม Employee Engagement
การพัฒนาภาวะผู้นำผ่าน Design Thinking
หลักการของ design thinking คือความเห็นอกเห็นใจต่อคนที่เราออกแบบให้ ภาวะผู้นำก็เป็นสิ่งเดียวกัน คือการสร้างความเห็นอกเห็นใจต่อคนที่เราได้รับมอบหมายให้ช่วยเหลือ
หลักการในการพัฒนาผู้นำ
- การเสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจความต้องการของเพื่อนร่วมงาน พนักงาน และผู้บังคับบัญชา
- การสร้างวัฒนธรรมการทดลอง ส่งเสริมการลงมือทำจริงมากกว่าการประชุมยาว ๆ
- การสร้างทีมงานที่หลากหลาย รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อให้ได้มุมมองที่เพิ่มมากขึ้น
แนวทางการนำ การคิดเชิงออกแบบ ไปใช้ในองค์กร
ขั้นตอน | การประยุกต์ใช้ในองค์กร |
|---|---|
Empathize | สำรวจความต้องการของพนักงานและลูกค้า |
Define | กำหนดปัญหาหลักที่ต้องแก้ไขในองค์กร |
Ideate | จัดประชุมระดมความคิดเพื่อหาทางออก |
Prototype | สร้างนำร่องการเปลี่ยนแปลงในขนาดเล็ก |
Test | ทดลองใช้และรวบรวมข้อมูลป้อนกลับ |
- การเริ่มต้นขนาดเล็ก เลือกโครงการหรือปัญหาเฉพาะที่มีขอบเขต
- การสร้างทีม Design Thinking รวบรวมสมาชิก 6-12 คนที่มีความหลากหลายทางวิชาการ
- การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ส่งเสริมการทดลองและการเรียนรู้จากความล้มเหลว
- กำหนดตัวชี้วัดและรวบรวมข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้
การปรับปรุงระบบการประเมินผลงาน โดยใช้ Design Thinking ในการเข้าใจปัญหาของการประเมินแบบเก่าที่ทำให้พนักงานรู้สึกท้อแท้ แล้วออกแบบระบบใหม่ที่เน้นการให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างต่อเนื่องและการพัฒนา
การเริ่มต้นในองค์กร
- เริ่มจากโครงการเล็ก ๆ เลือกปัญหาที่ไม่ซับซ้อนมากเป็นจุดเริ่มต้น
- สร้างทีมต้นแบบ ฝึกอบรมทีมหลักให้เข้าใจหลักการก่อน
- แสดงผลสำเร็จ นำเสนอผลลัพธ์ที่ได้เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
- ขยายผลอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพิ่มโครงการและทีมงานเป็นกลุ่ม ๆ
สรุป
Design thinking หรือ การคิดเชิงออกแบบ คือกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงในการแก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรม ความสามารถในการเข้าใจผู้ใช้ ท้าทายข้อสมมติเดิมเพื่อสร้างโซลูชันใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาค่ะ
การคิดเชิงออกแบบมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ Empathize, Define, Ideate, Prototype และ Test ช่วยให้การแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ปรับเปลี่ยนมุมมองการทำงานให้หันมาให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง พร้อมส่งเสริมการทำงานร่วมกัน และสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ต่อเนื่องภายในโครงสร้างองค์กร
การนำ design thinking มาประยุกต์ใช้สามารถทำได้ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การปรับปรุงกระบวนการทำงาน การบริหารทรัพยากรบุคคล การพัฒนาภาวะผู้นำ ผลลัพธ์ที่ได้คือองค์กรที่มีความยืดหยุ่น มีนวัตกรรม และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ตรงจุดค่ะ
