ทำไม GEN Z ถึงไม่อยากทำงาน 9-5?

เชื่อว่าเหล่าเด็ก Gen Z ต้องเผชิญหน้ากับการปรับตัวครั้งสำคัญเลยในการทำงานครั้งแรก ยิ่งใครเป็น First Jobber อาจกำลังเจอกับปัญหาในการปรับตัวหรือตื่นเต้นเมื่อต้องเจอกับความท้าทายใหม่ๆ ไปจนถึงการปรับตัวที่ต้องเจอกับคนในที่ทำงานหลากหลายรูปแบบ ทำให้รู้แบบการทำงาน 9-5 กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่หลายคนคิดหนักเลยก็ว่าได้ อย่างแรกต้องยอมรับก่อนว่า เจเนอเรชันนี้มีลักษณะเฉพาะตัว มีมุมมองที่แตกต่างจากรุ่นก่อนๆ ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิต การบริโภค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการทำงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มได้ยินเสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่นี้เกี่ยวกับความไม่ต้องการทำงานแบบ 9-5 มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วการทำงานรูปแบบนี้คืออะไร? บทความนี้จะมาแนะนำรูปแบบการทำงานนี้เพิ่มเติม
สารบัญ
ทำไม GEN Z ถึงมอง 9-5 ว่าไม่ตอบโจทย์ในการทำงาน
แรงกดดันที่เด็ก GEN Z รู้สึก เมื่อต้องเจอระบบการทำงานออฟฟิศแบบเดิมๆ
HOW TO ปรับตัวอย่างไรเมื่อต้องทำงานแบบ 9-5
วางแผนการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เน้นการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน
💡การทำงานแบบ 9-5 คืออะไร?
การทำงานแบบ 9-5 หรือเรียกอีกอย่างว่า งานประจำตามเวลาราชการ เป็นรูปแบบการทำงานที่มีเวลาเข้าออกงานอย่างชัดเจน โดยจะเริ่มงานตอน 9 โมงเช้า และเลิกงานเวลา 5 โมงเย็น รวมเวลาการทำงานทั้งหมด 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเวลานี้ไม่รวมเวลาพักเที่ยงหรือเวลาพักผ่อนใดๆ ซึ่งรูปแบบการทำงานนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ในช่วงระบบอุตสาหกรรมในโลกตะวันตกตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 20 โดยเป็นแนวคิดที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับเวลาส่วนตัว โดยยึดหลักการ 8 ชั่วโมงสำหรับทำงาน 8 ชั่วโมงสำหรับพักผ่อน และ 8 ชั่วโมงสำหรับการนอน ทำให้หลักการนี้ถูกใช้ตั้งแต่นั้นมาและกลายเป็นมาตรฐานในการทำงานของหลายๆ บริษัททั่วโลกไปแล้ว
แต่เมื่อเวลาผ่านไปการทำงานรูปแบบนี้กลายเป็นประเด็นที่ในฐานะของพนักงานกลับมองว่าโดน “เอาเปรียบ” อาจเพราะว่าวิถีชีวิตและมุมมองของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ไม่มีความยืดหยุด และไม่มีเสรีภาพในการจัดสรรเวลาตามที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ทำให้มองว่าประสิทธิภาพในการทำงานจะน้อยตามมาด้วย เพราะหลายคนมองว่าเป็นการทำงานเพื่อนแลกเงินเดือนมากกว่า มองว่างานเป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบและทำให้ดีที่สุดเพื่อองค์กรและการเติบโตของบริษัทนั่นเอง
💡เปรียบเทียบ ข้อดี VS ข้อเสีย
เมื่อพูดถึงการทำงานในรูปแบบนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นรูปแบบที่มีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกันออกไป โดยเราจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่าข้อดีหรือข้อเสียของรูปแบบนี้มีอะไรบ้าง
ข้อดีของการทำงาน 9-5 | ข้อเสียของการทำงาน 9-5 |
มีโครงสร้างและเวลาการทำงานอย่างชัดเจน สามารถวางแผนบริการเวลาได้ | ขาดความยืดหยุ่น ไม่เหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์ไม่สอดคล้องกับเวลาทำงานปกติ |
มีความมั่นคงทางการเงินมากกว่า เนื่องจากมีเวลาการทำงานชั่วโมงอย่างชัดเจน ทำให้การคำนวณเงินหรือค่าเสียเวลาย่อมมีมาตรฐานและมั่นคงกว่า | อาจรู้สึกซ้ำซากจำเจ ทำงานตามหน้าที่โดยไม่รู้สึกมีเป้าหมาย |
มีเส้นเวลาบ่งบอกเวลาทำงานและชีวิตส่วนตัวอย่างชัดเจน | บางครั้งแม้จะเลิกงานแล้ว แต่ยังถูกคาดหวังให้ตอบอีเมลหรือทำงานต่อ ทำให้เกิดความเครียดสะสม |
มีระบบและถูกยอมรับจากสังคม ทำให้การอธิบายการทำงาน หน้าที่ เป็นเรื่องง่ายมากกว่า | จำกัดโอกาสในการหารายได้หรือเรียนรู้นอกเหนือจากงานประจำ เพราะเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับงาน |
เหมาะกับการทำงานเป็นทีมที่มีขั้นตอน | ไม่เหมาะกับอาชีพหรือกลุ่มคนที่ต้องการสร้างสรรค์นอกกรอบ เช่น ศิลปิน ฟรีแลนซ์ หรือนักธุรกิจรุ่นใหม่ |
💡ทำไม GEN Z ถึงมอง 9-5 ว่าไม่ตอบโจทย์ในการทำงาน
ในมุมมองของคนรุ่นก่อนๆ มองว่าการทำงานในรูปแบบนี้ถือว่าเป็นรูปแบบการทำงานที่มั่นคงและมีแบบแผนอย่างชัดเจน โดยเป็นระบบที่ทำให้สามารถบริหารเวลาในชีวิตง่ายมากขึ้นด้วย แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อยุคสมาัยที่เปลี่ยนแปลงไปนั่น ไลฟ์สไตล์ต่างๆ ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ซึ่งเติบโตมากับการเข้าถึงข้อมูลอย่างไร้ขีดจำกัด ผ่านอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มดิจิทัล และสื่อสังคมออนไลน์ Gen Z ก็มีมุมมองต่อการทำงานที่ต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างชัดเจน ไม่ได้มองว่า “การอยู่ในที่ทำงาน 8 ชั่วโมง” คือ สิ่งที่บ่งบอกถึงความขยันหรือความสำเร็จ แต่กลับให้คุณค่ากับความยืดหยุ่น ผลลัพธ์ของงาน และความสามารถในการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบงานที่เน้นเวลาเข้า-ออกอย่างตายตัวจึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์กับรูปแบบชีวิตและความคาดหวัง ซึ่งกลุ่มคนในยุคนี้มองว่า การทำงานแบบเต็มประสิทธิภาพ มีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอหรือสามารถเลือกเวลาในการทำงานเองได้ ย่อมมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะหากมีความสุขผลงานก็ย่อมเป็นไปได้ด้วยดีเดียวเช่นเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่าทำไมกลุ่มเด็ก Gen นี้ มักจะมองหางานในรูปแบบ WFH ที่เน้นผลงานเป็นหลักเสียมากกว่า สำหรับใครที่ต้องการข้อมูลในรูปแบบการทำงานนี้เพิ่มเติม สามารถอ่านข้อมูลได้จากWork From Home คืออะไร ? ต่างจาก Work At Home อย่างไร ? ที่จะทำให้คุณเข้าใจรูปแบบการทำงานในยุคใหม่ที่หลายๆ คนฝันถึง
💡แรงกดดันที่เด็ก GEN Z รู้สึก เมื่อต้องเจอระบบการทำงานออฟฟิศแบบเดิมๆ
แม้หลายคนจะมองว่า Gen Z เป็นเจเนอเรชันที่มาพร้อมกับความมั่นใจ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว แต่ในความเป็นจริงคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับแรงกดดันหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ระบบงานออฟฟิศแบบดั้งเดิม ซึ่งยังคงยึดติดกับโครงสร้างที่ตายตัวและวัฒนธรรมองค์กรในรูปแบบที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งเรื่องของการโดนคาดหวังจากระบบ ที่ต้องการมองเห็นความเป็นระเบียนและมีวินัยในการทำงาน ตต้องอยู่ในครบชั่วโมงและต้องปฏิบัติตามขั้นตอน และแน่นอนว่าการทำงานในระบบเดิมๆ มักจะต้องอยู่ร่วมกับเหล่า Gen อื่นๆ ที่อาจจำกัดความสร้างสรรค์หรือแนวทางใหม่ๆ ที่เด็ก Gen นี้ต้องการนำเสนอหรือใช้พื้นที่ในการแสดงออกความคิดเห็นอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ การต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีความยืดหยุ่น ไม่เปิดโอกาสให้เลือกเวลาทำงาน ทำงานด้วยยาก หรือสถานที่ทำงานที่เหมาะกับตนเอง ยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางจิตใจ โดยเฉพาะกับคนที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว และการดูแลสุขภาพจิต
ซึ่งอีกหนึ่งแรงกดดันที่ไม่อาจมองข้ามคือ ความรู้สึก ต้องพิสูจน์ตัวเอง ในขณะที่ยังต้องรับมือกับระบบที่ไม่ยืดหยุ่น เมื่อผลลัพธ์ของงานไม่ได้รับการวัดอย่างยุติธรรมหรือความสามารถไม่ได้รับการยอมรับอย่างตรงไปตรงมา Gen Z จำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกหมดไฟ รู้สึกว่าองค์กรไม่เห็นคุณค่า และขาดแรงจูงใจที่จะเติบโตต่อในเส้นทางได้
💡HOW TO ปรับตัวอย่างไรเมื่อต้องทำงานแบบ 9-5
แล้วจะทำยังไงหากต้องทำงานในรูปแบบ 9-5 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับใครที่ไม่มีทางเลือก สิ่งที่ต้องรู้ก็คือ การปรับตัวให้เข้ากับการทำงานรูปแบบนี้ให้ได้ แม้ว่าจะขัดต่อความต้องการของตัวเองก็ตาม สามารถเริ่มได้ตั้งแต่
🚩การปรับมุมมองที่มีต่อระบบนี้
สิ่งแรกคือ การปรับมุมมองและวิธีคิดใหม่ๆ ที่อาจมองว่าการทำงานแบบนี้เป็นข้อจำกัดหรือกรอบบังคับ ให้มองว่านี่คือ โอกาสที่คุณจะได้ฝึกวินัย มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ภายใต้เวลาที่กำหนด อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะวางแผนการทำงานและการใช้ชีวิตได้ด้วย
🚩วางแผนการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
คุณต้องมีการจัดการวางแผนการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น เพื่อที่จะได้ใช้เวลาในการทำงานได้แบบเต็มประสิทธิภาพรวมไปถึง เพื่อไม่ให้งานกระทบต่อการใช้ชีวิตของตัวเองด้วย
🚩เน้นการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน
แม้งานประจำจะดูซ้ำซาก แต่หากเรามองหาความท้าทายหรือโอกาสเล็กๆ ที่จะเรียนรู้และเติบโต ก็จะช่วยให้รู้สึกว่างานมีความหมายมากขึ้น เช่น ลองตั้งเป้าหมายให้ตัวเองในแต่ละวัน หรือหาวิธีปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ การรู้ว่าสิ่งที่เราทำมีคุณค่า หรือเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนองค์กร จะช่วยให้เรามีกำลังใจและอยากทำงานต่อไปอย่างเต็มที่
🚩แยกเวลาในการทำงานกับเวลาส่วนตัวออกอย่างชัดเจน
หลังเลิกงาน ควรให้เวลากับตัวเองอย่างแท้จริง หลีกเลี่ยงการนำงานกลับมาทำต่อหรือปล่อยให้เรื่องงานเข้ามารบกวนเวลาส่วนตัว การพักผ่อนอย่างเต็มที่ เช่น การดูหนัง ออกกำลังกาย หรือใช้เวลากับครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเติมพลังใจ และลดความเครียดจากการทำงานในระยะยาว การมี “ชีวิตหลังเลิกงาน” ที่มีคุณภาพ จะช่วยให้กลับมาทำงานในวันถัดไปได้อย่างสดชื่นและมีแรงบันดาลใจมากยิ่งขึ้นด้วย
💡สรุป
ภาพรวมของการทำงานแบบ 9-5 ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ แถมยังมีข้อดีคือ การที่ท่านจะสามารถใช้ประโยชน์จากการทำงานรูปแบบนี้ในการจัดสรรเวลาให้ถูกต้อง มีประสิทธิภาพสูง แต่เหตุผลหลักที่ทำให้ Gen Z ไม่ต้องการทำงานแบบ 9-5 นั้นไม่ได้มาจากความเกียจคร้านหรือการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ หากแต่เป็นเพราะคนกลุ่มนี้เติบโตมาในโลกที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น การเลือกเส้นทางของตนเองและความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน Gen Z มองว่าการทำงานไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงแค่สถานที่เดียวหรือเวลาที่แน่นอนเท่านั้น หากแต่ควรให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ คุณภาพ และความสุขของผู้ปฏิบัติงานเป็นหลัก พวกเขาไม่ต้องการเพียงแค่ “ทำงานให้ครบวัน” แต่ต้องการ “ทำงานที่มีคุณค่า” และมีความหมายต่อชีวิตมากกว่านั้น
แต่แน่นอนว่าบริษัทส่วนใหญ่มักจะใช้มาตรฐานการทำงานแบบ 9-5 เป็นหลัก เพราะฉะนั้นการรู้จักปรับตัวหรือปรับมุมมองใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้การทำงานของทุกคนมีความสุขได้เหมือนกัน การที่ Gen Z ไม่อยากทำงานแบบ 9-5 จึงเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในภาพรวม ไม่ได้แค่ต้องการงานแต่ต้องการชีวิตที่ดีควบคู่กับการงานที่ตอบโจทย์ ทั้งในด้านคุณค่า เสรีภาพ และความยืดหยุ่นในวิถีชีวิต การเข้าใจมุมมองเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เพียงสำหรับตัวคนรุ่นใหม่เองเท่านั้น แต่รวมถึงองค์กรและสังคมในภาพกว้างที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้การทำงานในอนาคตร่วมกันเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และยั่งยืนมากยิ่งขึ้นต่อไป ซึ่งเคล็ดลับ ทำงานร่วมกับเด็ก GEN Z ต้องทำอย่างไรบ้าง? ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่องค์กรควรศึกษาและ HR ควรปรับใช้ในองค์กรเพื่อที่จะรักษาคนเก่งๆ เอาไว้
