ประเภท "วันลา" ที่คนวัยทำงานต้องรู้

หากพูดถึงวันลาของเหล่าวัยทำงาน ที่ไม่ว่าใครก็จำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะ ลาในกรณีต่างๆ อย่างลากิจที่ใช้เพื่อไปทำธุระ วันลาป่วยที่เราจะใช้แบบไม่ทันตั้งตัว ในกรณีที่ไม่สามารถไปทำงานได้ การลานั้นถือเป็นเรื่องที่ทุกๆ บริษัทมีให้พนักงานทุกคนอยู่แล้ว แต่สำหรับใครที่พึ่งเข้าทำงานใหม่ ยังไม่รู้ว่า ประเภทของการลานั้นมีหลายประเภท ไม่ใช่แค่ลาป่วย ลากิจเท่านั้น ยังมีการลารูปแบบอื่นๆ วันนี้เราได้รวมประเภทของวันลา มาให้ทุกคนได้ ทำความเข้าใจ และนำไปปรับใช้
✍ทำความรู้จักประเภทวันลาตามกฎหมาย มีกี่ประเภทกันนะ
หากพูดถึงกฎหมายแรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับวันลา ซึ่งพนักงานเงินเดือนบางคน อาจจะรู้แค่บางส่วนเท่านั้น การลาของพนักงาน ตามที่กฎหมายกำหนดไว้มีทั้งหมด 6 ประเภทด้วยกันดังนี้
1. การลาป่วย
2. การลาคลอด
3. การลากิจ
4. การลาพักร้อน
5. การลาเพื่อรับราชการทหาร
6. การลาเพื่อฝึกอบรม
✍เจาะลึกประเภทวันลา ให้เข้าใจมากขึ้น
หากใครที่พึ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ อยากรู้จักประเภทวันลาให้ดียิ่งขึ้น เราพาทุกท่านเจาะลึกสิทธิการลา พร้อมรายละเอียดให้เข้าใจยิ่งขึ้น
- การลาป่วย
สิทธิการลาป่วยนั้น ลูกจ้างสามารถลาป่วยได้ตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้น โดยนายจ้างสามารถให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ แต่หากไม่มีลูกจ้างสามารถชี้แจงได้ เพราะทางกฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องแสดงใบรับรองแพทย์ทุกครั้ง ซึ่งการลาป่วยนั้นลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างตามปกติ แต่ไม่เกิน 30 วันทำงาน/ปี หากเกินลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าจ้าง
- การลาคลอด
สิทธิการลาคลอด ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ปี 2541 มาตรา 41 ประกอบมาตรา 59 ถ้าหากลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์ เมื่อถึงกำหนดคลอด สามารถลาคลอดได้ไม่เกิน 98 วัน ซึ่งจะนับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างการลา และลาก่อนวันคลอดได้ ซึ่งลูกจ้างจะได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน
- การลาเพื่อทำหมัน
สิทธิการลาเพื่อทำหมันนั้น จะสามารถลาได้ตามกำหนดระยะเวลาตามแพทย์สั่ง และออกใบรับรองให้ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้าง
- การลากิจ
สิทธิการลาเพื่อกิจธุระ ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ปี 2541 มาตรา 34 กำหนดให้ลูกจ้างลาได้ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน ซึ่งลากิจนั้นเป็นสิทธิพื้นฐานที่กฎหมายคุ้มครองให้ลูกจ้างทุกกรณี ทั้งลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างชั่วคราว และลูกค้าทุกประเภท มีความคุ้มครองตามมาตรฐานอย่างเท่าเทียม
- การลาพักร้อน
สิทธิการลาพักร้อน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 30 ประกอบมาตรา 56 มีกำหนดให้ลูกจ้างที่ทำงานครบหนึ่งปี มีสิทธิ์ในการลาพักร้อน ได้ ไม่น้อยกว่า 6 วันต่อปี จะได้รับค่าจ้างตามปกติ หรือบริษัทสามารถกำหนดวันลาพักร้อนเพิ่มได้ รวมไปถึงการลาพักร้อนสะสม
- การลาเพื่อรับราชการทหาร
สิทธิการลาเพื่อรับราชการทหารของลูกจ้างนั้น สามารถลาได้เท่ากับจำนวนวันที่ทางการทหารเรียก และจะได้รับค่าจ้างตลอดระยะเวลา แต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี
- การลาเพื่อฝึกอบรม
สิทธการลาเพื่อเข้าฝึกอบรม และพัฒนาความรู้ จะสามารถลาได้ตามกำหนดการฝึกอบรม ที่เป็นประโยชน์ต่องานและสวัสดิการสังคมหรือการเพิ่มทักษะความชำนาญ
✍รับมืออย่างไร เมื่อลาแล้วหัวหน้าไม่เข้าใจ
ถึงแม้ว่าการลานั้นจะเป็นสิทธิการลาตามกฎหมาย แต่การลาของพนักงานในบางบริษัท ก็มักจะต้องผ่านการอนุมัติจากหัวหน้างาน ซึ่งบางคนก็อาจพบเจอกับความไม่เข้าใจจากหัวหน้า จนเกิดเป็นความขัดแย้ง ซึ่งหัวหน้าบางคนมองเพียงเรื่องงานเป็นหลัก ซึ่งนั่นเป็นปัญหาที่ปวดหัวเอามากๆ ในการรับมือของลูกจ้างอาจจะต้องปรึกษาฝ่ายบุคคล และแจ้งสิทธิตามกฎหมายมารองรับ พร้อมเหตุผล เพราะนอกจากการทำงานพนักงานเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีครอบครัว มีชีวิต ที่ต้องดูแล หากต้องทำงานกับหัวหน้างานที่ขาดความเข้าใจต่อสิ่งที่พนักงานต้องพบเจอและในกรณีลูกจ้าง ลาป่วย ถึงแม้หัวหน้า ไม่ให้ลา ลูกจ้างยังคงสามารถลาป่วยได้ ตามข้อกฎหมายบังคับให้นายจ้าง จ่ายให้แก่ลูกจ้างนั่นเอง และหากอยากหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ ลูกจ้างควรมีการวางแผนการลาให้ดี พูดคุยวางแผนการลาร่วมกับเพื่อนในทีม เพื่อรับช่วงในการทำงานต่อได้ และไม่ให้กระทบงาน การเฉลี่ยวันลาต่างๆ ให้ไม่ดูน่าเกลียดจนเกินไป เคลียร์งานให้เรียบร้อย แจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนงานให้ทราบ เขียนใบลาให้ถูกต้อง การวางแผนเหล่านี้ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาจากหัวหน้างาน การวางแผนอย่างมีความรับผิดชอบ หากเป็นการลาล่วงหน้าอาจทำให้การลาเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น
เป็นอย่างไรกันบ้างกับวันลาที่เราได้พามารู้จักให้เข้าใจยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนนั้น สามารถลาได้ตามสิทธิ์ของกฎหมายที่กำหนดไว้ แต่การลาแบบฉุกเฉินนั้นควรเป็นเรื่องที่เร่งด่วนจริงๆ เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่องานได้ และในส่วนของวันลาพักร้อน เป็นการลาที่ควรวางแผนล่วงหน้า บอกกล่าวเพื่อร่วมงาน ส่งต่องานที่ทำอยู่ เพื่อลาหยุดได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องงาน และการลางานนั้นยังสามสรถส่งผลดีให้กับชีวิตจากการทำงานหนักตลอดทั้งปีอีกด้วย เพื่อให้ชีวิตและการทำงานที่สมดุลมากขึ้น พร้อมสภาพจิตใจที่พร้อมกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ
