ลิสต์คำถามที่ไม่ควรใช้ในการสัมภาษณ์งาน
การสัมภาษณ์งานเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทั้งบริษัทและผู้สมัครต้องการใช้โอกาสนี้เพื่อทำความรู้จักกันให้มากที่สุด ฝ่ายบริษัทอยากได้คนที่ใช่ ส่วนฝ่ายผู้สมัครก็อยากรู้ว่าองค์กรที่ตนเองจะร่วมงานด้วย มีแนวคิด วัฒนธรรม และวิธีทำงานแบบไหน แต่ในหลายครั้ง การสัมภาษณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นแค่บทสนทนา กลับกลายเป็นจุดเสียคะแนนของบริษัทโดยไม่รู้ตัว เพียงเพราะใช้คำถามที่ไม่เหมาะสม ไม่ระมัดระวัง หรืออาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลคำถามในการสัมภาษณ์งานไม่ใช่อะไรก็ถามได้ โดยเฉพาะยุคที่คนให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม การไม่เลือกปฏิบัติ และความเป็นมืออาชีพขององค์กรมากขึ้น HR หรือผู้สัมภาษณ์จึงต้องระวังให้มากกับสิ่งที่พูดออกไป เพราะบางคำถามนอกจากจะไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจทำให้บริษัทดูแย่ และพลาดคนเก่งไปฟรี ๆเรามาดูกันว่า คำถามแบบไหนบ้างที่ ไม่ควรใช้ในการสัมภาษณ์งาน และมีทางเลือกที่เหมาะสมกว่าให้ใช้แทนกันได้อย่างไร
💡คำถามเรื่องอายุ เพศ และสถานะสมรส
หนึ่งในคำถามที่หลายคนอาจเผลอถามเพราะเคยชิน ได้แก่ “แต่งงานหรือยัง “อายุเท่าไหร่” หรือ “มีลูกหรือยัง” ซึ่งคำถามเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริง ๆ แล้วเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยตรง และในบางกรณีอาจผิดกฎหมายแรงงานด้วย โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องรักษามาตรฐานจรรยาบรรณในการคัดเลือกบุคลากรคำถามเรื่องอายุ เพศ หรือสถานะครอบครัว ไม่ควรถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจจ้างงาน เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถ หรือศักยภาพในการทำงานเลยแม้แต่น้อย การถามลักษณะนี้อาจทำให้ผู้สมัครรู้สึกว่าบริษัทตัดสินคนจากปัจจัยภายนอกมากกว่าผลงานจริงทางที่ดี ควรเปลี่ยนเป็นคำถามที่เน้นพฤติกรรมการทำงานหรือความพร้อม เช่น “คุณสะดวกทำงานแบบยืดหยุ่นไหม?” หรือ “มีข้อจำกัดด้านเวลาอะไรที่เราควรทราบไหม?” แบบนี้จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ละเมิดพื้นที่ส่วนตัว
💡คำถามเกี่ยวกับเงินเดือนที่เคยได้รับ
อีกหนึ่งคำถามที่พบได้บ่อยคือ “คุณได้เงินเดือนเท่าไหร่ที่บริษัทเดิม?” ซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นคำถามทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วกลับไม่เหมาะสมและไม่ควรนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินเดือนให้พนักงานใหม่เหตุผลคือ เงินเดือนเดิมของผู้สมัครอาจไม่ได้สะท้อนความสามารถจริง อาจเป็นเพราะเจอองค์กรที่จ่ายไม่เหมาะสม หรืออยู่ในพื้นที่ที่ค่าครองชีพต่ำ การใช้เงินเดือนเก่ามาตัดสิน อาจทำให้คุณกำหนดค่าจ้างต่ำกว่าที่ควร และเสี่ยงพลาดคนที่มีศักยภาพสูงไปโดยไม่รู้ตัวสิ่งที่ควรถามแทนคือ “คุณคาดหวังรายได้ประมาณเท่าไหร่จากตำแหน่งนี้?” คำถามนี้จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยและเจรจากันได้อย่างเปิดเผย ไม่เป็นการกดดัน และยังแสดงถึงความเป็นมืออาชีพอีกด้วย
💡คำถามเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ หรือการเมือง
คำถามลักษณะนี้อาจถูกถามด้วยเจตนาดี เช่น อยากรู้จักผู้สมัครให้มากขึ้น หรืออยากเข้าใจแนวคิดของเขา แต่ในความเป็นจริง นี่คือพื้นที่ส่วนตัวที่ควรหลีกเลี่ยงในการพูดคุยระหว่างการสัมภาษณ์ เพราะอาจทำให้ผู้สมัครรู้สึกว่าองค์กรไม่เปิดรับความหลากหลาย หรือไม่ให้เกียรติความเชื่อส่วนบุคคล ตัวอย่างคำถามที่ไม่ควรถาม เช่น “คุณถือศาสนาอะไร?” “คุณไปวัดบ่อยไหม?” หรือ “มีความคิดเห็นทางการเมืองแบบไหน?” ซึ่งล้วนแต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำงาน และอาจกลายเป็นประเด็นที่บานปลายได้ง่าย ๆ หากนำไปพูดคุยผิดจังหวะหากผู้สัมภาษณ์อยากรู้ว่าผู้สมัครเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้หรือไม่ ควรถามในแนวทางที่เป็นกลาง เช่น “คุณให้ความสำคัญกับการทำงานในสภาพแวดล้อมแบบไหน” หรือ “คุณปรับตัวอย่างไรเวลาทำงานกับทีมที่มีความหลากหลาย” ซึ่งเป็นคำถามที่ช่วยให้เห็นตัวตนของผู้สมัคร โดยไม่ละเมิดสิทธิของเขา
💡คำถามเรื่องสุขภาพหรือข้อจำกัดทางร่างกาย
คำถามอย่าง “เคยป่วยหนักไหม” “มีโรคประจำตัวหรือเปล่า” หรือ “สามารถยกของหนักได้ไหม” ล้วนเป็นคำถามที่ไม่ควรถามเว้นแต่ตำแหน่งงานนั้นจะมีข้อกำหนดทางกายภาพเฉพาะ เช่น งานที่ต้องใช้แรง งานภาคสนาม หรือมีความเสี่ยงเฉพาะด้าน
การถามเรื่องสุขภาพส่วนตัวนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิแล้ว ยังอาจทำให้บริษัทเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่มีภาวะร่างกายแตกต่างจากคนทั่วไปด้วย
ทางเลือกที่เหมาะสมคือ ควรระบุเงื่อนไขงานไว้ในประกาศรับสมัครอย่างชัดเจน เช่น “ต้องสามารถเดินทางออกนอกสถานที่ได้” หรือ “ต้องสามารถยกของหนักได้เป็นครั้งคราว” แล้วให้ผู้สมัครเป็นคนพิจารณาเองว่าเขาเหมาะกับตำแหน่งนี้หรือไม่
💡คำถามที่ชี้นำ ตัดสิน หรือเปรียบเทียบกับผู้อื่น
บางคำถามอาจดูเหมือนไม่มีอะไร เช่น “ทำไมเราควรเลือกคุณแทนคนอื่น?” หรือ “คิดว่าตัวเองเก่งกว่าทีมเดิมไหม” แต่จริง ๆ แล้วคำถามแบบนี้สร้างความรู้สึกกดดัน และอาจทำให้ผู้สมัครรู้สึกเหมือนกำลังถูกทดสอบมากกว่าถูกสัมภาษณ์คำถามที่ชี้นำหรือตัดสินไม่เพียงแค่ทำให้บรรยากาศดูตึงเครียด แต่ยังทำให้ผู้สมัครไม่กล้าแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย ยิ่งถ้าเป็นคนที่เก่งแต่ขี้อาย ก็ยิ่งเสียโอกาสในการโชว์ความสามารถไปเลยทางเลือกที่ดีกว่าคือเปิดโอกาสให้เขาเล่าเรื่องราวที่แสดงความสามารถ เช่น “เล่าประสบการณ์ที่คุณภูมิใจที่สุดในการทำงานให้ฟังหน่อย” หรือ “คุณเคยเจอปัญหาในการทำงานไหม แล้วจัดการอย่างไร” ซึ่งเป็นคำถามที่เปิดกว้าง และให้โอกาสแสดงศักยภาพอย่างแท้จริง
💡สรุป คำถามดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
การสัมภาษณ์งานไม่ใช่แค่การเลือกคนเข้าทำงาน แต่คือการสร้างความประทับใจให้กันและกัน ถ้าองค์กรสามารถใช้คำถามที่เหมาะสม เป็นมืออาชีพ และเคารพผู้สมัครได้ตั้งแต่ครั้งแรก โอกาสที่จะได้คนเก่งเข้าร่วมทีมก็จะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในทางกลับกัน คำถามที่ไม่เหมาะสม แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ ก็อาจทำให้คนเก่งถอยห่างจากบริษัทของคุณได้โดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นก่อนสัมภาษณ์งานทุกครั้ง ลองย้อนกลับมาคิดดูสักนิดว่า “คำถามนี้จำเป็นไหม” และ “ถ้าเราเป็นผู้สมัคร จะรู้สึกยังไงถ้าโดนถามแบบนี้”จำไว้ว่า คนที่นั่งตรงข้ามเราในห้องสัมภาษณ์วันนี้ อาจเป็นกำลังสำคัญขององค์กรในวันข้างหน้า การเริ่มต้นอย่างเคารพและมืออาชีพ คือก้าวแรกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย นอกจากนี้ใครอยากได้ไอเดีย Work Life Balance คืออะไร มีอะไรบ้าง ? สำหรับคนทำงานยุคใหม่ ก็สามารถอ่านเพิ่มเติมได้เลย
