อยากพัฒนาตัวเองแต่ที่ทำงานไม่มีโอกาสให้เติบโต ควรทำยังไง?
สำหรับการ พัฒนาตัวเอง ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มรู้สึกว่าเส้นทางในชีวิตการทำงานเริ่มนิ่ง ไม่ท้าทาย หรือไม่มีความก้าวหน้า บางคนอาจพยายามหาความรู้เพิ่มเติม ลงเรียนคอร์สต่าง ๆ หรือเสนอตัวเข้าร่วมโครงการใหม่ ๆ แต่เมื่อต้องเผชิญกับความจริงว่าองค์กรที่ตนทำงานอยู่นั้น ไม่มีโอกาสเติบโตให้เลย ไม่ว่าจะด้วยโครงสร้างงานที่ตายตัว ผู้บริหารไม่สนับสนุน หรือวัฒนธรรมองค์กรไม่เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกหมดไฟ ท้อแท้ หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ทั้งที่ใจจริงยังอยากเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพต่อไป
หากใครกำลังตกอยู่ในสถานการณ์นี้อยู่ล่ะก็ ควรแยกให้ออกว่าความรู้สึกอึดอัดนั้นเกิดจากองค์กรที่ไม่เปิดโอกาส หรือจากตัวเราเองที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะพัฒนาไปทางไหน หากมั่นใจว่าตัวเองยังมีไฟ อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เอื้ออำนวย ทำให้การเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวอาจเป็นทางเลือกที่ดี เช่น ลองกำหนดเป้าหมายให้ตัวเองในแต่ละเดือน ว่าจะเรียนรู้ทักษะใดเพิ่มเติมบ้าง อาจเป็นทักษะที่เกี่ยวกับงานที่ทำอยู่หรือทักษะข้ามสายงาน เช่น การใช้โปรแกรมใหม่ ๆ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพหรือแม้แต่ทักษะเชิงวิเคราะห์และการวางแผน
สารบัญ
วิธีสังเกตว่าองค์กรไม่สนับสนุนการเติบโตของพนักงาน
5 สัญญาณว่าคุณควรเริ่มพัฒนาตัวเองแม้ไม่ได้รับโอกาส
เริ่มรู้สึกอิจฉาคนอื่นที่ก้าวหน้าไวกว่า
รู้สึกไม่มั่นใจในความสามารถตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ
เริ่มมีความคิดว่า “ทำแค่นี้ก็พอแล้ว” อยู่บ่อยครั้ง
ใช้เวลานอกงานไปกับสิ่งที่ไม่ได้เติมเต็มคุณค่าในตัวเอง
มองอนาคตแล้วรู้สึกกลัวว่าตัวเองจะยังเหมือนเดิมอีก 5 ปีข้างหน้า
จะเริ่มพัฒนาตัวเองยังไงดี เมื่อไม่มีคนคอยสนับสนุน
วิธีสังเกตว่าองค์กรไม่สนับสนุนการเติบโตของพนักงาน
เชื่อว่าหลายคนอาจลืมหรือรู้สึกถึงอะไรจำเจในขณะทำงานจนละเลยหน้าที่ไป บางคนทำงานแบบวันต่อวันโดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายหรือความคาดหวังในอนาคตอะไรเลย จนกระทั่งลืมเรื่องของการพัฒนาตัวเองเพิ่มทักษะของตัวเองไป หากพนักงานรู้สึกว่าทำงานในลักษณะเดิมซ้ำ ๆ ไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีทำงาน ไม่มีการฝึกอบรมหรือกิจกรรมเพื่อเสริมศักยภาพ อาจเป็นสัญญาณว่าองค์กรแห่งนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเติบโตของบุคลากรอย่างแท้จริง หลาย ๆ องค์กรไม่สามารถเติบโตได้เนื่องจากไม่ให้ความสำคัญของความสามารถของบุคลากรนั่นเอง นอกจากนี้ หากความคิดเห็นหรือไอเดียใหม่ ๆ มักถูกปัดตกหรือถูกมองว่า “ไม่จำเป็น” ระบบบริหารที่ยึดติดกับลำดับขั้นแบบเข้มงวด การมอบหมายงานแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา หรือแม้แต่การที่หัวหน้างานไม่เคยสอบถามความสนใจในการพัฒนาทักษะของลูกทีมเลย ล้วนเป็นภาพสะท้อนว่าความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในวัฒนธรรมองค์กรนั้น อีกทั้งนี่อาจเป็นสิ่งที่สะสมจนทำให้เรารู้สึกหมดไฟก็เป็นได้
หากคุณกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้อยู่อาจต้องค้นหาหรือเพิ่มทักษะของตัวเองมากกว่าจะต้องหวังพึ่งให้บริษัทสนับสนุน สำหรับใครที่มีอาการหมดแรงที่ต้องตื่นไปทำงานก็สามารถเติมไฟไปกับบทความ เติมเชื้อเพลิงในภาวะ หมดไฟ ฮีลตัวอย่างอย่างไรให้ทำงานได้เหมือนเดิมนี่ได้เลย
5 สัญญาณว่าคุณควรเริ่มพัฒนาตัวเองแม้ไม่ได้รับโอกาส
แม้องค์กรจะไม่เปิดพื้นที่ให้พัฒนา แต่บางครั้งก็เป็นตัวเรานี่แหละที่ควรสังเกตสัญญาณเตือนจากภายในว่า ถึงเวลาต้องเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วหรือยัง หากคุณเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ได้ท้าทายอะไรเลย เป็นเพียงหน้าที่ประจำวัน ไม่มีโอกาสใช้ความคิดหรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ หรือแม้แต่เมื่อคุณเสนอไอเดียแล้วถูกเพิกเฉยอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการหมดไฟแบบเงียบ ๆ โดย 5 สัญญาณนี้จะบ่งบอกได้เลยว่าคุณควรเริ่มค้นหาทักษะใหม่ ๆ เพิ่มได้แล้ว
เริ่มรู้สึกอิจฉาคนอื่นที่ก้าวหน้าไวกว่า
หากคุณเริ่มรู้สึก อิจฉาคนอื่นที่ก้าวหน้าไวกว่า โดยเฉพาะคนที่มีอายุงานน้อยกว่าหรือมีจุดเริ่มต้นคล้าย ๆ กัน แต่มาถึงจุดที่ได้รับการยอมรับมากกว่า มีโอกาสมากกว่า หรือขยับตัวเองได้เร็วกว่าที่คุณคาดไว้ ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งผิด แต่อาจเป็นสัญญาณว่าคุณไม่ได้ขยับตามจังหวะของโลกหรือของตัวเองได้ทัน และลึก ๆ แล้วคุณรู้ว่าคุณอยากได้สิ่งเดียวกัน เพียงแต่ยังไม่เริ่มลงมือจริงจัง
รู้สึกไม่มั่นใจในความสามารถตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ
อีกสัญญาณที่มักเกิดขึ้นควบคู่กันคือ ความไม่มั่นใจในความสามารถตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเคยมั่นใจ เคยเก่ง เคยโดดเด่น แต่เมื่อไม่มีโอกาสแสดงออก ไม่มีฟีดแบ็ก ไม่มีบทบาทใหม่ ๆ เข้ามาให้พิสูจน์ตัวเอง ความมั่นใจที่เคยมีก็เริ่มลดน้อยลง จนบางครั้งกลายเป็นความลังเล ไม่กล้าเสนอตัว ไม่กล้ารับหน้าที่ที่ท้าทายกว่าเดิม ทั้งที่ความสามารถยังอยู่ครบ เพียงแค่ไม่ได้รับการกระตุ้น
เริ่มมีความคิดว่า “ทำแค่นี้ก็พอแล้ว” อยู่บ่อยครั้ง
บางคนเริ่มหลุดเข้าสู่โหมดของการ “ยอมรับสภาพ” โดยมีความคิดว่า “ทำแค่นี้ก็พอแล้ว” อยู่บ่อยครั้ง ไม่ใช่เพราะขี้เกียจหรือไม่ใฝ่รู้ แต่เพราะเชื่อว่าทำไปก็เท่านั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้อยู่ดี ความคิดแบบนี้ทำให้คุณหยุดเดินทั้งที่ยังมีแรง และนานวันเข้าจะกลายเป็นนิสัยที่ตัดโอกาสตัวเองโดยไม่รู้ตัว แม้โอกาสจะมาเคาะประตูก็อาจไม่กล้ารับไว้
ใช้เวลานอกงานไปกับสิ่งที่ไม่ได้เติมเต็มคุณค่าในตัวเอง
เมื่อมาถึงจุดที่คุณ ใช้เวลานอกงานไปกับสิ่งที่ไม่ได้เติมเต็มคุณค่าในตัวเอง เช่น การเลื่อนหน้าจอไปเรื่อย ๆ ดูคอนเทนต์ไปวัน ๆ โดยไม่มีเป้าหมาย ไม่ได้เรียนรู้หรือเก็บเกี่ยวอะไรเพิ่มเติม นั่นอาจสะท้อนว่าคุณไม่ได้อยู่ในโหมดพัฒนาอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังอยู่ในโหมดหนี หรือใช้ชีวิตแบบไม่มีทิศทาง ซึ่งน่าเป็นห่วงในระยะยาว เพราะเวลาที่มีค่าได้ถูกใช้ไปโดยไม่มีประโยชน์กลับมา
มองอนาคตแล้วรู้สึกกลัวว่าตัวเองจะยังเหมือนเดิมอีก 5 ปีข้างหน้า
สุดท้าย หากคุณ มองอนาคตแล้วรู้สึกกลัวว่าตัวเองจะยังเหมือนเดิมอีก 5 ปีข้างหน้า ความรู้สึกนั้นคือสัญญาณที่ดังชัดที่สุดว่าคุณไม่ควรรอให้ใครมาสนับสนุนหรือให้โอกาสอีกต่อไป แต่ควรลุกขึ้นมาผลักดันตัวเอง เพราะความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นได้ทันทีจากภายใน ไม่ต้องรอจังหวะหรือใครเปิดไฟเขียวให้ เมื่อรู้ตัวแล้วว่ากำลังย่ำอยู่กับที่ การเลือกเริ่มต้น “แม้เพียงก้าวเล็ก ๆ” ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่มีพลัง
จะเริ่มพัฒนาตัวเองยังไงดี เมื่อไม่มีคนคอยสนับสนุน
หากคุณยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพัฒนาตัวอย่างไรดี หากไม่มีองค์หรหรือใครสนับสนุนเลย อย่างแรกคือ การเริ่มต้นที่เชื่อว่าตัวเองสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเจอปัญหาหรืออุปสรรคอะไรก็ตาม การพัฒนาตัวเองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรใหญ่โตหรือลงทุนมากมาย แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอและความตั้งใจ เช่น ลองตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ รายเดือนว่าอยากเรียนรู้อะไรใหม่บ้าง อาจเป็นคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับทักษะที่สนใจ หรือการอ่านหนังสือแนวพัฒนาศักยภาพ
หากงานประจำไม่สามารถท้าทายคุณได้ ให้ลองมองหาช่องทางอื่นในการฝึกฝน เช่น เขียนบล็อก แชร์ความรู้ หรือฝึกทำโปรเจกต์เล็ก ๆ ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับสายงานเดิมหรือเป็นการลองของใหม่ก็ได้ทั้งนั้น เพราะการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องรอให้มีคนมอบหมายงานให้เสมอไป สิ่งสำคัญคือความตั้งใจจะผลักดันตัวเองต่อไป แม้จะไม่มีใครเดินมาบอกว่าคุณควรทำอะไรหรือทำเพื่ออะไร เพราะเมื่อสะสมทักษะไปได้ระดับหนึ่งโอกาสที่เหมาะสมก็จะตามมาเอง
ควรอยู่หรือไป? เมื่อต้องเลือกความมั่นคงกับการเติบโต
คำถามนี้เป็นสิ่งที่หลายคนในวัยทำงานต้องเผชิญโดยเฉพาะเมื่อเริ่มรู้สึกว่า "มั่นคงแต่ไม่เติบโต" กับ "เติบโตแต่ไม่มั่นคง" อะไรคือทางเลือกที่ควรเดินต่อ หากคุณมีภาระทางการเงิน ต้องดูแลครอบครัว หรือยังไม่มีแผนสำรองที่ชัดเจน การรักษาความมั่นคงอาจเป็นสิ่งจำเป็นในระยะสั้น แต่หากมองในระยะยาว การที่เราอยู่ในที่เดิมโดยไม่มีโอกาสพัฒนา อาจกลายเป็นภาระของตัวเราเองในอนาคต
ลองถามตัวเองว่าในอีก 1-2 ปีข้างหน้า หากยังอยู่ในที่ทำงานเดิมนี้ คุณจะยังมีความสุขไหม หรือจะยังรู้สึกว่าคุณกำลังเดินหน้าอยู่หรือเปล่า หากคำตอบคือ “ไม่แน่ใจ” หรือ “อาจไม่” นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณควรเริ่มมองหาทางเลือกอื่น แต่ไม่ใช่การตัดสินใจแบบทันทีทันใด การเตรียมความพร้อมให้ตัวเองทั้งในด้านทักษะ ความรู้ และเครือข่ายคนรู้จัก คือตัวช่วยให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเป็นไปอย่างมั่นคงเช่นกัน
HOW TO สร้างพอร์ตโฟลิโอส่วนตัว เพิ่มโอกาสในอนาคต
สำหรับใครที่ต้องการเพิ่มโอกาสตัวเองในอนาคตล่ะก็ บอกเลยว่า พอร์ตโฟลิโอไม่ใช่สิ่งจำเป็นแค่สำหรับสายอาชีพเฉพาะทางอย่างนักออกแบบหรือครีเอทีฟเท่านั้น แต่กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการแสดงศักยภาพให้ชัดเจนและจับต้องได้ การสร้างพอร์ตโฟลิโอส่วนตัวคือการจัดระเบียบผลงานหรือประสบการณ์ที่ผ่านมาให้นำเสนอได้อย่างมีเรื่องราว ซึ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับประวัติการทำงานของคุณเวลาสมัครงาน หรือแม้แต่การนำไปใช้ในการขอโปรเจกต์เสริมหรือเสนอตัวในบทบาทใหม่ ซึ่งเราได้คัดกับ 3 วิธีในการสร้องพอร์ตที่เป็นมาตรฐานหลัก แต่หากใครต้องการอ่านข้อมูลอย่างละเอียดสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เคล็ดลับสร้างพอร์ตงานออนไลน์ที่ช่วยเพิ่มโอกาสการจ้างงาน
การเลือกผลงานที่เหมาะสมกับเป้าหมาย
คุณต้องรู้ก่อนว่าอยากใช้พอร์ตนี้เพื่ออะไร เช่น สมัครงานใหม่ ขอเลื่อนตำแหน่ง สมัครทุนเรียนต่อ หรือต่อยอดในสายอาชีพบางอย่าง เพราะเป้าหมายเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ควรใส่ผลงานแบบไหนลงไปบ้าง งานที่เคยทำแล้วสร้างผลลัพธ์เชิงบวก เช่น ทำยอดขายเพิ่ม คิดแผนการตลาดที่เวิร์ก หรือจัดการโครงการจนเสร็จตามเวลา คืองานที่ควรใส่ไว้ในพอร์ตเสมอ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ทำได้ แต่ทำแล้วได้ผลจริง
จัดเรียงให้มีความน่าสนใจและอ่านง่าย
พอร์ตที่ดีไม่จำเป็นต้องใส่ทุกอย่างที่เคยทำ แต่ควรเลือกสิ่งที่ “ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด” มาเล่าอย่างชัดเจน มีลำดับที่ดี เช่น เริ่มจากแนะนำตัวเองสั้น ๆ ตามด้วยจุดเด่น ประสบการณ์ และตัวอย่างผลงาน โดยแต่ละชิ้นควรมีคำอธิบายว่าทำอะไร ใช้ทักษะอะไร และผลลัพธ์คืออะไร สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่บอกว่า “เคยทำ” แต่ต้องเล่าว่าทำไปทำไม แล้วมีผลอย่างไรบ้าง
การนำเสนอพอร์ตให้ตรงจุดและเข้าถึงง่าย
หากคุณต้องใช้พอร์ตออนไลน์ อาจลองทำเว็บไซต์ส่วนตัวหรือใช้แพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย เช่น Notion, Canva หรือ Google Sites เพื่อจัดวางเนื้อหาให้ดูเป็นมืออาชีพ สำหรับสายงานทั่วไป พอร์ตอาจมาในรูปแบบไฟล์ PDF ที่ส่งแนบกับเรซูเม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากให้ใครเป็นคนอ่าน และเขาจะอ่านจากช่องทางไหน
สำหรับใครที่ อยากพัฒนาตัวเองแต่ที่ทำงานไม่มีโอกาสให้เติบโต เชื่อว่าเป็นปัญหาที่หลาย ๆ คน ต้องเผชิญอยู่แน่นอน สิ่งสำคัญคือ การไม่ปล่อยให้ความฝันในการพัฒนา “ถูกจำกัด” ด้วยสภาพแวดล้อม คุณสามารถเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ได้ด้วยตัวเอง เช่น เรียนรู้นอกเวลางาน ลองฝึกโปรเจกต์ส่วนตัว หรือสร้างพอร์ตโฟลิโอเพื่อเก็บสะสมประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม หากคุณเริ่มรู้สึกว่าตัวเองหยุดนิ่ง ไม่มีแรงบันดาลใจ หรือมองไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนพฤติกรรม หรือแม้แต่เปลี่ยนสถานที่ทำงาน เพราะการเติบโตที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเปิดโอกาสให้เรา แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรากล้าจะเดินออกไปหาโอกาสด้วยตัวเองมากแค่ไหน และลงมือทำมันจริงหรือเปล่า
