Gen Z ไม่ชอบรับโทรศัพท์ HR เพราะอะไร? ทำความเข้าใจพฤติกรรมการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ในขั้นตอนสมัครงาน

การสรรหาคนที่มีคุณสมบัติตรงกับตำแหน่งอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุดสำหรับ HR แต่การติดต่อผู้สมัครให้ได้กลับกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่น่าปวดหัว โดยเฉพาะเมื่อเจอผู้สมัครที่ประวัติน่าสนใจ ทักษาะตรงตามตำแหน่ง แต่โทรไปกี่ครั้งก็ไม่รับสาย พอเปลี่ยนมาส่งข้อความกลับตอบไวทันที หรือบางคนลงทะเบียนฝากประวัติไว้แล้ว แต่เมื่อ HR โทรกลับด้วยเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย ก็เลือกกดปฏิเสธสายทันที
สถานการณ์แบบนี้อาจทำให้ HR เข้าใจว่าผู้สมัครไม่สนใจงานหรือไม่อยากคุยกับบริษัท แต่จริงๆ แล้วการไม่รับสายไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครปฏิเสธโอกาสเสมอไป โดยเฉพาะ Gen Z ที่เติบโตมากับการส่งข้อความ แชต และโซเชียลมีเดีย จึงมีรูปแบบการสื่อสารที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน
เมื่อวิธีการสื่อสารของผู้สมัครเปลี่ยนไป วิธีที่ HR ใช้เข้าถึงผู้สมัครก็ควรปรับตาม เพราะบางครั้งคนที่เหมาะกับตำแหน่งอาจไม่ได้หายไปไหน แต่อาจแค่กำลังรอให้ HR ติดต่อในช่องทางที่เขาสะดวกและพร้อมตอบกลับมากกว่า
ทำไม Gen Z ถึงไม่อยากรับสายเบอร์แปลก? เปิดเบื้องหลังความกดดันจากการคุยโทรศัพท์
สำหรับผู้สมัครรุ่นใหม่ การโทรศัพท์อาจเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ทำให้รู้สึกกดดันมากกว่าการส่งข้อความ เพราะเมื่อมีสายเข้า ผู้รับต้องตัดสินใจทันทีว่าจะรับหรือไม่ และหากรับสายก็ต้องพร้อมฟัง ประมวลผลข้อมูล และตอบโต้แบบ Real-time
ข้อมูลจาก ผลสำรวจของ Uswitch ที่รายงานโดย The MATTER พบว่า มากกว่า 70% ของคนอายุ 18–34 ปี ชอบการส่งข้อความมากกว่าการพูดคุยทางโทรศัพท์ และประมาณ 1 ใน 4 ระบุว่าไม่ค่อยรับสายจากหมายเลขที่ไม่รู้จัก
ในมุมมองทางจิตวิทยา คนรุ่นใหม่ไม่ได้เติบโตมากับการพูดคุยทางโทรศัพท์เป็นช่องทางหลักเหมือนในอดีต เสียงโทรศัพท์จากเบอร์แปลกจึงอาจทำให้รู้สึกกังวล หรือเชื่อมโยงกับสายที่ไม่พึงประสงค์ เช่น สายสแปมหรือมิจฉาชีพ ยิ่งถ้าเป็นสายจาก HR ที่ผู้สมัครไม่ได้คาดว่าจะได้รับ ก็อาจกังวลว่าจะต้องตอบคำถามแบบไม่ทันตั้งตัว การสื่อสารผ่านข้อความจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้มีเวลาทบทวนข้อมูลและเตรียมตัวก่อนพูดคุยมากกว่า
สมัครงานแล้วไม่รับสาย ไม่ได้แปลว่าไม่สนใจงาน
ในกระบวนการสรรหา หรือ Recruitment การไม่รับสายอาจถูกตีความได้ง่ายว่าผู้สมัครไม่สนใจตำแหน่ง ไม่พร้อมสัมภาษณ์ หรือไม่อยากคุยกับบริษัท แต่หากมองจากพฤติกรรมการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ อาจมีเหตุผลอื่นอยู่เบื้องหลัง เช่น ไม่รู้ว่าเบอร์ที่โทรเข้ามาเป็นใคร ไม่แน่ใจว่าโทรมาเรื่องอะไร หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สะดวกรับสาย
บางคนอาจกำลังทำงาน อยู่ระหว่างประชุม เดินทาง หรืออยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะกับการพูดคุยทางโทรศัพท์ การไม่ได้รับสายจึงไม่ได้สะท้อนความสนใจในงานเสมอไป แต่เป็นเพียงเรื่องของจังหวะและช่องทางการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน
เพราะฉะนั้น หากผู้สมัครไม่รับสาย HR อาจไม่จำเป็นต้องรีบตัดชื่อออกจากกระบวนการ แต่ลองเปลี่ยนวิธีติดต่อดูก่อน เพราะบางครั้ง ผู้สมัคร ไม่ได้หายไปไหน แค่ยังไม่พร้อมรับสายมากกว่า
พฤติกรรมการสื่อสารของ Gen Z ที่ HR ควรรู้
สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่แค่เรื่องโทรหรือแชต แต่เป็นความคาดหวังต่อรูปแบบการสื่อสาร
1. อยากรู้ก่อนว่าใครติดต่อมา ถ้ามีสายจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก สิ่งแรกที่ผู้สมัครอาจคิดคือ ใครโทรมา
การส่งข้อความสั้นๆ ก่อนโทร เช่น แจ้งชื่อบริษัท ชื่อตำแหน่ง และเหตุผลที่ติดต่อ จะช่วยให้ผู้สมัครได้รู้ว่าการติดต่อครั้งนี้เกี่ยวข้องกับอะไร
2. ชอบการสื่อสารที่ตอบได้ในเวลาของตัวเอง การแชตเปิดโอกาสให้ผู้รับเลือกเวลาตอบได้มากกว่า
คนที่ไม่ชอบการโทรอาจรู้สึกสบายใจกว่าเมื่อสามารถอ่านข้อความ คิดคำตอบ และตอบกลับในเวลาที่พร้อม
3. ต้องการข้อมูลที่ชัดเจนและไม่ต้องเดา สำหรับผู้สมัครการได้รับข้อความว่า “รบกวนติดต่อกลับ” อาจไม่ได้ช่วยมากนัก แต่ถ้าข้อความระบุว่า HR จากบริษัทอะไร ติดต่อเรื่องตำแหน่งไหน และต้องการให้ผู้สมัครทำอะไรต่อ การสื่อสารก็จะง่ายขึ้นมาก
ถอดรหัสพฤติกรรมการสื่อสาร Gen Z เปลี่ยนช่องทางสู่การแชทที่เข้าถึงง่าย
เมื่อ HR เข้าใจพฤติกรรมของ Gen Z มากขึ้น สิ่งที่ควรปรับจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนจากโทรเป็นแชท แต่คือการเพิ่มช่องทางที่ช่วยให้ผู้สมัครสามารถเข้าถึงและตอบกลับได้สะดวกขึ้น เพราะในขั้นตอนของการสรรหา การเข้าถึงผู้สมัครให้ได้ตั้งแต่แรกก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติตรงกับตำแหน่ง
แพลตฟอร์มหางานจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้บริษัทเข้าถึงคนหางานได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้สมัครที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ อย่างJobFinFin ก็เป็นอีกช่องทางที่ช่วยเชื่อมบริษัทกับคนหางาน ทำให้ HR สามารถมีช่องทางในการเข้าถึงผู้สมัครเพิ่มเติม นอกเหนือจากการรอให้ผู้สมัครเป็นฝ่ายติดต่อกลับมา
เมื่อพฤติกรรมของผู้สมัครปลี่ยนไป การสรรหาก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับวิธีเดิมเพียงอย่างเดียว การเลือกช่องทางที่ผู้สมัครคุ้นเคยและพร้อมเปิดรับ จึงช่วยให้ HR เพิ่มโอกาสในการเริ่มต้นพูดคุยกับคนที่เหมาะกับตำแหน่ง และลดโอกาสพลาดผู้สมัครเพียงเพราะติดต่อกันไม่สำเร็จ
ไม่ต้องทิ้งการโทร แต่เปลี่ยนวิธีใช้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แม้ Gen Z จะคุ้นเคยกับการแชทมากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่า HR ต้องเลิกใช้โทรศัพท์ เพราะการโทรยังมีความสำคัญเมื่อต้องพูดคุยรายละเอียดของงาน นัดสัมภาษณ์ หรือทำความเข้าใจกับผู้สมัครในขั้นตอนที่ลึกขึ้น สิ่งที่ควรเปลี่ยนจึงอาจไม่ใช่การเลิกโทร แต่เป็นการเลือกวิธีโทรให้เหมาะกับผู้สมัครมากขึ้น
ก่อนโทร HR อาจส่งข้อความแนะนำตัว แจ้งชื่อบริษัท ตำแหน่งงาน และเหตุผลที่ต้องการติดต่อ หรือแจ้งช่วงเวลาที่จะโทรให้ผู้สมัครทราบล่วงหน้า วิธีนี้ช่วยลดความรู้สึกกดดันจากสายที่โทรเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว และเปิดโอกาสให้ผู้สมัครเลือกเวลาที่สะดวกสำหรับการพูดคุยอีกด้วย
หากโทรแล้วไม่มีคนรับสาย การโทรซ้ำหลายครั้งติดกันอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ลองทิ้งข้อความสั้นๆ ไว้ก่อน แล้วเปิดโอกาสให้ผู้สมัครติดต่อกลับเมื่อพร้อม วิธีนี้ช่วยให้การสื่อสารเป็นมิตรมากขึ้น และทำให้ HR มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้สมัครที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้การติดต่อกลายเป็นแรงกดดันสำหรับผู้สมัคร
FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับสายของ Gen Z
Q1 : หากโทรหาผู้สมัครแล้วไม่รับสาย ควรทำอย่างไรเป็นขั้นตอนถัดไป?
A : หลีกเลี่ยงการโทรซ้ำหลายๆ สายติดกัน ให้เปลี่ยนมาเป็นการส่งข้อความผ่านระบบแชทของเว็บหางาน หรือส่งอีเมลสั้นๆ ระบุชื่อ HR ชื่อบริษัท ตำแหน่งงานที่สมัคร พร้อมแจ้งว่าได้พยายามติดต่อเพื่อพูดคุยรายละเอียดงาน แล้วทิ้งช่องทางติดต่อกลับไว้
Q2 : การแชทคุยกับผู้สมัครงาน จะดูไม่เป็นทางการหรือลดความน่าเชื่อถือขององค์กรไหม?
A : ไม่เลย หากใช้ภาษาที่สุภาพ ชัดเจน และเป็นมืออาชีพ การแชทกลับช่วยสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย (Candidate-friendly) และใส่ใจความสะดวกของผู้สมัคร ซึ่งเป็นจุดดึงดูดแคนดิเดตรุ่นใหม่ได้ดีขึ้นด้วย
Q3 : มีวิธีสังเกตอย่างไรว่าผู้สมัครคนไหนพร้อมคุยโทรศัพท์ หรือคนไหนชอบแชท?
A : สังเกตจากช่องทางที่ผู้สมัครเลือกใช้และรูปแบบการตอบกลับ หากผู้สมัครตอบแชทได้รวดเร็ว หรือแจ้งช่วงเวลาที่สะดวกรับสาย ก็สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ช่วยเลือกวิธีติดต่อที่เหมาะสมได้
Q4 : การส่งข้อความนัดหมายก่อนโทรจะทำให้ Recruitment ช้าลงหรือไม่?
A : ไม่จำเป็น เพราะการแจ้งให้ผู้สมัครทราบล่วงหน้าช่วยลดโอกาสโทรแล้วไม่มีคนรับ และทำให้ทั้ง HR และผู้สมัครเตรียมตัวสำหรับการพูดคุยได้ดีขึ้น ในบางกรณีจึงอาจช่วยให้กระบวนการติดต่อมีประสิทธิภาพมากกว่าการโทรแบบไม่ได้นัดหมาย
เปลี่ยนวิธีสื่อสาร เพื่อไม่ให้พลาดผู้สมัครที่ใช่
การที่ Gen Z ไม่รับสายเบอร์แปลก ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่สนใจงาน แต่สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการสื่อสารของผู้สมัครเปลี่ยนไปตามยุคและเทคโนโลยีที่เติบโตมาด้วย
สำหรับ HR การปรับวิธีติดต่อจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเลิกโทร แต่คือการรู้จักใช้ช่องทางต่างๆ ให้เหมาะกับผู้สมัครมากขึ้น ตั้งแต่การเริ่มต้นพูดคุยผ่านข้อความ การแจ้งข้อมูลให้ชัดเจน ไปจนถึงการนัดหมายก่อนโทร
เพราะในการสรรหาคน การเข้าถึงผู้สมัครให้ได้อาจเป็นก้าวแรกที่สำคัญไม่แพ้การคัดเลือกคนที่เหมาะสม และบางครั้งผู้สมัครที่ใช่อาจไม่ได้ปฏิเสธงาน แต่อาจแค่กำลังรอให้ HR ติดต่อมาในช่องทางที่เขาสะดวกที่สุด หากองค์กรกำลังมองหาช่องทางเพิ่มเติมในการเข้าถึงคนหางาน JobFinFin ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเชื่อมบริษัทกับผู้สมัครและเปิดโอกาสให้ HR เข้าถึงคนที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ได้มากขึ้น
