HR เลือกผู้สมัคร แล้วผู้สมัครเลือกบริษัทจากอะไร?

หลายคนอาจคุ้นกับภาพการสรรหาที่บริษัทเป็นฝ่ายเลือกว่าจะรับใครเข้าทำงาน ผู้สมัครส่ง Resume มา HR คัดกรอง นัดสัมภาษณ์ และสุดท้ายบริษัทเป็นคนตัดสินใจว่าจะยื่น Offer ให้ใคร แต่ในความเป็นจริง กระบวนการสรรหาไม่ได้มีแค่บริษัทที่กำลังเลือกผู้สมัคร เพราะผู้สมัครเองก็กำลังดูบริษัทไปพร้อมกันว่า ที่นี่เป็นที่ที่อยากร่วมงานด้วยหรือไม่
เคยไหม? เจอผู้สมัครที่ตรงกับตำแหน่งและเป็นคนที่ทีมอยากได้ พอถึงวันที่ยื่น Offer กลับได้รับคำตอบว่าไม่รับงาน ทั้งที่ระหว่างสัมภาษณ์ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดี เหตุผลอาจไม่ได้มีแค่เรื่องเงินเดือน แต่อาจเป็นเพราะผู้สมัครได้เห็นข้อมูลบางอย่างระหว่างกระบวนการสรรหาแล้วรู้สึกว่า งานนี้ไม่ตรงกับสิ่งที่กำลังมองหา
เพราะจริงๆ แล้ว ผู้สมัครเริ่มประเมินบริษัทตั้งแต่วันที่เห็นประกาศงาน ทั้งรายละเอียดของงาน รูปแบบการทำงาน หัวหน้า ทีม โอกาสเติบโต ไปจนถึงประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างการสัมภาษณ์ ดังนั้น สำหรับ HR การสรรหาจึงไม่ใช่แค่การหาคนที่เหมาะกับตำแหน่ง แต่ยังเป็นการทำให้ผู้สมัครเห็นภาพบริษัทและงานจริงมากพอที่จะตัดสินใจได้ว่า บริษัทนี้เหมาะกับตัวเองหรือไม่
ผู้สมัครไม่ได้ดูแค่เงินเดือน แล้วเขาดูอะไรอีก?
เงินเดือนและสวัสดิการยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ แต่ผู้สมัครแต่ละคนอาจให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นแตกต่างกัน บางคนสนใจรูปแบบการทำงาน บางคนมองเรื่องหัวหน้าและทีม ขณะที่บางคนให้ความสำคัญกับโอกาสเรียนรู้และการเติบโตในระยะยาว
สำหรับ HR จึงอาจต้องมองตั้งแต่วันที่ผู้สมัครเห็นประกาศงานไปจนถึงวันที่ได้รับ Offer ว่า ตลอดกระบวนการนี้บริษัทกำลังสื่อสารอะไรกับผู้สมัคร และสิ่งที่ผู้สมัครได้เห็นตรงกับสิ่งที่บริษัทเป็นจริงหรือไม่ โดยมี 5 เรื่องที่ควรให้ความสำคัญ
ประกาศงานคือสิ่งแรกที่ผู้สมัครเห็น
ก่อนจะได้คุยกับ HR ผู้สมัครต้องเห็นประกาศงานก่อน หากรายละเอียดหน้าที่ คุณสมบัติ เงินเดือน และรูปแบบการทำงานชัดเจน ก็ช่วยให้ผู้สมัครประเมินได้ตั้งแต่ต้นว่างานนี้ตรงกับสิ่งที่กำลังมองหาหรือไม่ ประกาศงานจึงไม่ได้มีไว้แค่บอกว่าบริษัทกำลังรับคน แต่ยังเป็นจุดแรกที่ทำให้ผู้สมัครเริ่มรู้จักบริษัทด้วยขั้นตอนการสมัครและสัมภาษณ์ก็มีผลต่อความรู้สึก
ผู้สมัครไม่ได้เป็นฝ่ายตอบคำถามอย่างเดียว แต่กำลังสังเกตบริษัทไปพร้อมกัน ตั้งแต่การติดต่อกลับ ความชัดเจนในการนัดหมาย ขั้นตอนการสัมภาษณ์ ไปจนถึงวิธีที่ HR และหัวหน้าพูดคุยด้วย หากกระบวนการมีความชัดเจนและให้เกียรติผู้สมัคร ก็ช่วยสร้างความมั่นใจได้ ในทางกลับกัน หากต้องรอนาน ไม่รู้ว่าขั้นตอนต่อไปคืออะไร หรือได้รับข้อมูลไม่ตรงกัน ผู้สมัครก็อาจเริ่มลังเลกับบริษัทได้เช่นกันหัวหน้าและทีมที่ต้องทำงานด้วยก็สำคัญ
เมื่อผู้สมัครกำลังตัดสินใจรับงาน สิ่งที่เขามองไม่ได้มีแค่บริษัท แต่ยังรวมถึงคนที่ต้องทำงานด้วยทุกวัน ผู้สมัครอาจอยากรู้ว่าหัวหน้ามีสไตล์การทำงานแบบไหน ทีมทำงานกันอย่างไร และตำแหน่งนี้คาดหวังอะไรจากคนที่เข้ามา หาก HR และ Hiring Manager สามารถเล่าเรื่องเหล่านี้ให้เห็นภาพได้ ผู้สมัครก็จะประเมินได้ง่ายขึ้นว่าสภาพแวดล้อมแบบนี้เหมาะกับตัวเองหรือไม่ผู้สมัครอยากรู้ว่าอยู่ต่อแล้วจะไปทางไหน
นอกจากงานที่ต้องทำในวันนี้ ผู้สมัครบางคนอาจมองไปถึงโอกาสในการเรียนรู้และการเติบโตในอนาคต บริษัทไม่จำเป็นต้องสัญญาว่าทุกคนจะได้เลื่อนตำแหน่งเมื่อไร แต่ควรอธิบายให้เห็นว่าตำแหน่งนี้มีโอกาสได้เรียนรู้อะไร สามารถพัฒนาทักษะด้านไหน หรือมีเส้นทางการเติบโตอย่างไร เมื่อผู้สมัครเห็นภาพอนาคตของตัวเองได้ชัดขึ้น ก็จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายกว่าเดิมสิ่งที่บริษัทพูดต้องตรงกับสิ่งที่ผู้สมัครเจอ
ประกาศงานบอกว่าอย่างหนึ่ง แต่ตอนสัมภาษณ์กลับเป็นอีกอย่าง หรือแจ้งรูปแบบการทำงานไว้แบบหนึ่ง แต่เมื่อคุยเรื่อง Offer กลับมีเงื่อนไขเพิ่มเติม สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ผู้สมัครรู้สึกไม่มั่นใจได้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ เงินเดือน รูปแบบการทำงาน หรือเงื่อนไขต่าง ๆ หากสามารถสื่อสารให้ชัดตั้งแต่ต้นได้ ก็ควรทำให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันตลอดกระบวนการ
แล้ว HR ทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ผู้สมัครอยากเลือกบริษัท?
การทำให้ผู้สมัครสนใจบริษัทไม่ได้หมายความว่า HR ต้องทำให้องค์กรดูดีในทุกด้าน แต่ควรทำให้ผู้สมัครเห็นภาพงานจริงมากที่สุด เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจจากข้อมูลที่ตรงกัน
เริ่มจากการเขียนประกาศงานให้ชัดเจน ระบุหน้าที่ คุณสมบัติ รูปแบบการทำงาน และข้อมูลค่าตอบแทนเท่าที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อให้คนที่กำลังหางานรู้ตั้งแต่ต้นว่าตำแหน่งนี้เป็นแบบไหน จากนั้นควรทำขั้นตอนสัมภาษณ์ให้เป็นระบบ ตั้งแต่การแจ้งขั้นตอนและกำหนดการให้ชัด การตรงต่อเวลา ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ผู้สมัครได้ถามกลับ เพราะการสัมภาษณ์ไม่ควรเป็นช่วงเวลาที่บริษัทเป็นฝ่ายถามอยู่ฝ่ายเดียว
อีกเรื่องที่สำคัญคือการเล่าเรื่องงานและทีมตามความเป็นจริง บอกให้ผู้สมัครรู้ว่าหากเข้ามาแล้วจะทำงานกับใคร รับผิดชอบอะไร หัวหน้าคาดหวังอะไร และรูปแบบการทำงานเป็นอย่างไร รวมถึงลองถามกลับด้วยว่าผู้สมัครกำลังมองหาอะไรจากงานใหม่ เพราะบางครั้งการที่ผู้สมัครปฏิเสธงานไม่ได้หมายความว่าบริษัทไม่ดี แต่อาจเป็นเพียงเพราะสิ่งที่บริษัทมีให้ไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้สมัครกำลังมองหา
ถ้าผู้สมัครปฏิเสธ Offer HR ควรกลับมาดูอะไร?
การถูกปฏิเสธ Offer อาจเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุผล ทั้งเรื่องเงินเดือน รูปแบบการทำงาน โอกาสเติบโต ผู้สมัครมีข้อเสนออื่น หรือเหตุผลส่วนตัว แต่หากเกิดขึ้นบ่อยกับตำแหน่งเดิม ๆ HR อาจลองย้อนกลับไปดูทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นว่า มีจุดไหนที่ทำให้ผู้สมัครเปลี่ยนใจหรือไม่
ลองดูว่า Job Description ชัดเจนหรือไม่ ผู้สมัครได้รับข้อมูลตรงกันทุกขั้นตอนหรือเปล่า ใช้เวลาสัมภาษณ์นานเกินไปไหม หรือผู้สมัครได้มีโอกาสรู้จักทีมและลักษณะงานมากพอหรือยัง หากทำได้ การขอ Feedback จากผู้สมัครที่ปฏิเสธ Offer อย่างสุภาพก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ HR เห็นมุมที่อาจไม่เคยสังเกต และนำข้อมูลไปปรับปรุงการสรรหาครั้งต่อไปได้
FAQ : คำถามที่ HR มักสงสัยเรื่องผู้สมัครเลือกบริษัท
Q1 : ทำไมผู้สมัครถึงเลือกบริษัทหนึ่งมากกว่าอีกบริษัท?
A : ผู้สมัครแต่ละคนให้ความสำคัญกับเรื่องต่างกัน บางคนมองเงินเดือนและสวัสดิการ ขณะที่บางคนสนใจหัวหน้า ทีม รูปแบบการทำงาน หรือโอกาสเติบโต ดังนั้น HR ควรสื่อสารรายละเอียดของงานให้ชัด เพื่อให้ผู้สมัครประเมินได้ว่าบริษัทตรงกับสิ่งที่กำลังมองหาหรือไม่
Q2 : ทำไมผู้สมัครสัมภาษณ์ผ่านแล้วถึงไม่รับ Offer?
A : สาเหตุมีได้หลายอย่าง เช่น ค่าตอบแทนไม่ตรงกับความคาดหวัง รูปแบบการทำงานไม่เหมาะสม ผู้สมัครได้รับข้อเสนอจากที่อื่น หรือระหว่างกระบวนการสมัครพบว่าลักษณะงานไม่ตรงกับที่คาดไว้ หากเกิดขึ้นบ่อย HR อาจลองทบทวนตั้งแต่ประกาศงานจนถึงขั้นตอน Offer ว่ามีจุดไหนที่ทำให้ผู้สมัครเปลี่ยนใจ
Q3 : ผู้สมัครถามเรื่องเงินเดือนตั้งแต่แรก แปลว่าสนใจแค่เงินหรือไม่?
A : ไม่จำเป็น เพราะเงินเดือนเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ผู้สมัครใช้ประเมินว่างานเหมาะกับตัวเองหรือไม่ การถามเรื่องค่าตอบแทนจึงอาจเป็นเพียงการเช็กความเหมาะสมตั้งแต่ต้น
Q4 : HR ควรเปิดโอกาสให้ผู้สมัครถามกลับตอนสัมภาษณ์ไหม?
A : ควร เพราะคำถามของผู้สมัครช่วยให้ HR รู้ว่าเขาสนใจเรื่องอะไร และยังเป็นโอกาสให้บริษัทอธิบายรายละเอียดของงาน ทีม และรูปแบบการทำงานเพิ่มเติม
Q5 : ถ้าผู้สมัครปฏิเสธ Offer ควรทำอย่างไร?
A : หากทำได้ อาจสอบถามเหตุผลอย่างสุภาพ เพื่อดูว่าผู้สมัครติดเรื่องใด เช่น เงินเดือน รูปแบบการทำงาน หรือรายละเอียดของตำแหน่ง แล้วนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงการสรรหาครั้งต่อไป
สรุป HR เลือกผู้สมัคร แต่ผู้สมัครก็เลือกบริษัทเหมือนกัน
การสรรหาไม่ได้จบลงตอนที่บริษัทตัดสินใจว่าจะรับใคร แต่ยังมีอีกขั้นตอนสำคัญคือการที่ผู้สมัครตัดสินใจว่าจะเลือกบริษัทนี้หรือไม่ ตั้งแต่ประกาศงาน ขั้นตอนสัมภาษณ์ หัวหน้า ทีม รูปแบบการทำงาน ไปจนถึง Offer ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้สมัครใช้ประกอบการตัดสินใจ
ดังนั้น HR จึงอาจไม่ได้มีหน้าที่แค่คัดคนที่เหมาะกับตำแหน่ง แต่ต้องทำให้ผู้สมัครเห็นภาพงานจริงและรู้ว่าหากเข้ามาทำงานแล้วจะเจอกับอะไร เพราะสุดท้ายแล้ว การสรรหาที่ดีไม่ใช่แค่การทำให้ผู้สมัครอยากได้งาน แต่คือการทำให้ ทั้งบริษัทและผู้สมัครมั่นใจว่าการเลือกกันและกันครั้งนี้เหมาะกับทั้งสองฝ่าย
เมื่อเตรียมกระบวนการสรรหาและข้อมูลของตำแหน่งให้พร้อมแล้ว การมีช่องทางที่ช่วยให้ประกาศงานเข้าถึงผู้สมัครได้มากขึ้นก็เป็นอีกส่วนที่ช่วยให้ HR มีโอกาสเจอคนที่เหมาะกับตำแหน่ง หากกำลังมองหาช่องทาง ลงประกาศงาน สามารถ ลงประกาศงาน แชทง่าย ได้คนทำงานจริง กับ JobFinFin ได้แล้ววันนี้
