GEN Z กับความกดดันด้านความสำเร็จในที่ทำงานยุคโซเชียล

ต้องยอมรับว่าในยุคที่การแข่งขันในโลกของการทำงานมีเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเด็ก Gen Z ที่ต้องรับมือกับความคาดหวังในยุคโซเชียล ทำให้พวกเขาต้องเจอกับความท้าท้ายเพื่อพิสูจย์ตัวเอง แม้ว่าในมุมมองของใครหลาย ๆ คน มองว่าเด็กยุคนี้เต็มไปด้วยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ จนไปถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีได้ แต่ใครจะรู้ว่าหลายคนต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันในการทำงาน ที่ต้องประสบความสำเร็จและยิ่งในยุคที่ใครหลายคนก็มักจะแชร์เรื่องราวความสำเร็จตัวเองลงบนโซเชียลของตัวเอง
แน่นอนว่านี่ก็เป็นหนึ่งในแรงกดดันที่ทำให้เด็ก GEN นี้ อาจรู้สึกถึงความสามารถและตั้งข้อสงสัยว่าตัวเอง ดีพอ แล้วหรือยัง โดยบทความนี้เราจะมาพูกถึงปัญหาต่าง ๆ ไปจนถึง ความวิตกกังวล ที่หลายคนต้องเจอ รวมไปถึงการแก้ไขปัญหานี้ด้วย
สารบัญ
ทำไมเด็ก Gen Z ถึงรู้สึกว่าต้องสำเร็จไว ทั้งที่เพิ่งเริ่มทำงาน?
ปัญหลักที่ทำให้เด็ก Gen Z รู้สึกด้อยค่าในยุคโซเชียล
แรงกดดันจากการเปรียบเทียบความสำเร็จของเพื่อนร่วมรุ่นในโซเชียล
การทำงานกับเจ้านายหรือทีมที่ไม่เข้าใจพฤติกรรมโซเชียลของ GEN Z
วิธีรับมือเมื่อเจ้านายไม่เข้าใจ การทำงานแบบ Work-Life Balance
รับมือยังไงเมื่อเจ้านายไม่เข้าใจการทำงานแบบ Work-Life Balance
💡ทำไมเด็ก Gen Z ถึงรู้สึกว่าต้องสำเร็จไว ทั้งที่เพิ่งเริ่มทำงาน?
เชื่อว่าเด็ก Gen Z หลาย ๆ คน มีเป้าหมายว่าอยากเป็นคนประสบความสำเร็จแบบเร็ว ๆ ยิ่งช่วงหลังเรียบจบก็อยากมีรายได้สูง ทำงานตำแหน่งดี ๆ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากหลายคนอาจได้เห็นมาจากข่าวสารต่าง ๆ หรือเรื่องราวความสำเร็จที่ผ่านสื่อออนไลน์ โดยภาพเหล่านี้กลายเป็นมาตรฐานของความสำเร็จที่กดดันใครหลาย ๆ คน แต่ด้วยสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้เด็ก Gen นี้ต้องอยากประสบความสำเร็จไว ๆ แม้ว่าบางคนพึ่งจะเริ่มต้นทำงานก็ตาม
🚩การเติบโตที่เห็นได้จากความสำเร็จบนโลกโซเซียล
Gen Z เป็นรุ่นที่เติบโตมากับโซเชียลมีเดียมาตั้งแต่เด็ก จึงอาจทำให้เห็นตัวอย่างของคนวัยใกล้เคียงกันที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นยูทูบเบอร์ที่มีรายได้หลักแสนตั้งแต่มัธยม เจ้าของธุรกิจวัย 20 ต้น ๆ หรือพนักงานรุ่นใหม่ที่ได้ทำงานกับบริษัทระดับโลก ภาพเหล่านี้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของคำว่า ความสำเร็จ ที่ไม่ได้วัดจากประสบการณ์หรืออายุอีกต่อไป แต่เน้นความเร็วและผลลัพธ์ที่จับต้องได้เร็วที่สุด ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกว่าหากตนเองยังไม่ประสบความสำเร็จเร็ว ก็อาจกำลัง ล้าหลัง หรือ ไม่เก่งพอ หรือเปล่า
🚩แรงกดดันที่ได้จากการเปรียบเทียบจากเพื่อนวัยเดียวกัน
แน่นอนว่าการเห็นเพื่อนร่วมรุ่นหรือคนที่อยู่ในวัยเดียวกันก้าวหน้าในสายงาน หรือมีไลฟ์สไตล์ที่มั่นคง อาจทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบได้ ต้องบอกเลยว่าทุกคนมีเส้นทางที่ไม่เหมือนกัน แต่ทางด้านจิตใจแล้วทำให้เด็ก Gen นี้เอาตัวเองไปเปรียบเทียบเป็นส่วนใหญ่ จนอาจเกิดความไม่มั่นใจในตัวเองได้
🚩ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและอนาคตการเงิน
ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาบ้าน รถ และสวัสดิการที่ไม่แน่นอน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าต้องรีบสร้างความมั่นคงให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งช้าก็อาจยิ่งไกลจากเป้าหมายที่ต้องการ เช่น การซื้อบ้าน การมีเงินเก็บ หรือการวางแผนเกษียณ หลายคนจึงเร่งตัวเองให้ “ประสบความสำเร็จเร็ว” เพื่อปูพื้นฐานอนาคตทางการเงินตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิตการทำงาน
🚩ความคาดหวังจากครอบครัวและสังคม
แม้ Gen Z จะถูกมองว่าเป็นคนรุ่นที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ในความเป็นจริงคน Gen นี้ต้องเผชิญกับความคาดหวังจากครอบครัวหรือผู้ใหญ่ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีงานที่มั่นคง รายได้ดี หรือความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ยิ่งถ้าครอบครัวลงทุนในการศึกษาอย่างเต็มที่หรือมีแรงกดดันทางการเงิน คนรุ่นนี้จะยิ่งรู้สึกว่าต้อง “ประสบความสำเร็จให้เร็ว” เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองและตอบแทนครอบครัวโดยเร็วที่สุดนั่นเอง
💡ปัญหาหลักที่ทำให้เด็ก Gen Z รู้สึกด้อยค่าในยุคโซเชียล
เชื่อว่าปัญหาที่ไม่เพียงแค่เด็ก Gen Z ที่รู้สึกในยุคโซเชียลต้องเผชิญอยู่ คงหนีไม่พ้น การต้องคำถามถึงความสำเร็จในหน้าที่การทำงานไปจนถึงการใช้ชีวิต ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถแชร์เรื่องราวของตัวเองที่ประสบความสำเร็จลงบนโซเชียลได้ ไม่ว่าจะเป็น Instagram, Facebook, หรือ TikTok จนเกิดคำถามว่า “ทำไมเราถึงไม่ไปถึงจุดนั้น” หรือ “อยากมี อยากประสบความสำเร็จแบบคนอื่น” ทำให้การมองเห็นความสำเร็จของคนอื่นกลายเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องรอถึงวันเลี้ยงรุ่นเหมือนแต่ก่อน ด้วยสาเหตุเหล่านี้เองทำให้แรงกดดันนี้มีผลต่อสุขภาพจิตเป็นอย่างมาก จนบางคนถึงขั้นเกิดความเครียดเลยก็ได้ อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ไม่กล้าลองอะไรใหม่ ๆ หรือหลุดออกจากกรอบของตัวเอง จนเกิดการกดดันตัวเองและทำให้สุดท้ายอาจไม่ประสบความสำเร็จหรือไปถึงเป้าหมายของตัวเองได้เลย
💡แรงกดดันจากการเปรียบเทียบความสำเร็จของเพื่อนร่วมรุ่นในโซเชียล
สำหรับแรงกดดันถือว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก ยิ่งใครที่พึ่งเรียนจบใหม่ ๆ ยังหาทิศทางของตัวเองไม่เจอ บางคนยังหางานที่สนใจไม่ได้ แต่เมื่อเข้าโซเชียลก็อาจพบกับเพื่อน ๆ ที่ได้ทำงานดี ๆ หรือได้รับโอกาสเดินตามความฝันของตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลให้หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถของตัวเองก็ได้ เริ่มรู้สึกว่าความสำเร็จของตัวเองอาจยังไม่เทียบเท่าหรือด้อยกว่าเพื่อน ทำให้การเปรียบเทียบในลักษณะนี้อาจนำไปสู่ภาวะเครียดเรื้อรัง ความรู้สึกหมดไฟ หรือแม้กระทั่งอาการซึมเศร้าได้ในระยะยาว
แต่อย่าลืมว่าในยุคโซเชียลเช่นนี้ผู้แชร์มักจะเลือกแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองในช่วงเวลาดี ๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น วันเริ่มงานใหม่, แชร์ภาพที่ทำงานพร้อมกับเพื่อนร่วมงาน, หรือการแชร์เรื่องราวที่ได้ออกท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงให้ผู้ที่เก็นเกิดความประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก Gen Z ที่อยู่ในช่วงสร้างตัว การที่เห็นภาพนั้นซ้ำ ๆ หรือความสำเร็จคนอื่นอาจส่งผลให้นำมาเปรียบเทียบกับตัวเองได้ง่าย จนอาจเริ่มตั้งคำถามว่าสิ่งที่ทำอยู่หรือสิ่งที่ตัวเองมีเพียงพอแล้วหรือยัง
💡การทำงานกับเจ้านายหรือทีมที่ไม่เข้าใจพฤติกรรมโซเชียลของ GEN Z
หนึ่งในความท้าทายที่เหล่าเด็ก Gen Z ต้องเจอเมื่อเช้าสู่โลกของการทำงานจริงๆ นั่นก็คือ การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรรวมไปถึงการต้องอยู่ร่วมกันกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน ที่มีหลาย GEN หลายวัยทำงานอยู่ร่วมกัน ทำให้บางคนอาจไม่เข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในองค์กรที่ยังยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเก่า ที่มองว่าโซเชียลมีเดียเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือมองว่าเป็นสิ่งรบกวนสมาธิในการทำงานมากกว่าจะมองเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ ในทางกลับมุมองของเด็ก Gen Z กลับมองว่าโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ที่สามารถแสดงออกทางความคิดได่ และยังสามารถเรียนรู้และแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ รวมไปถึงสามารถแชร์แนวคิดและข้อมูลต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มได้ด้วย
💡วิธีรับมือเมื่อเจ้านายไม่เข้าใจ การทำงานแบบ Work-Life Balance
เชื่อว่าหลายคนน่าจะต้องเจอกับปัญหาในการทำงานงาน อย่าง Gen Z มอง Work-Life Balance ต่างจากเจนเนอเรชันก่อนอย่างชัดเจน แล้วจะต้องปรับตัวอย่างไรดีหากต้องเจอกับเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ ซึ่งปัญหานี้เรามักจะได้เห็นจากเจ้านายหรือทีมงานใน GEN เก่าๆ ที่มีบางคนมองว่าการทำงานควรตั้งใจและเห็นงานเป็นหลักมากกว่าสิ่งอื่นๆ แต่จะทำยังไงหากต้องทำงานกับหัวหน้าที่ไม่เข้าใจ
รับมือยังไงเมื่อเจ้านายไม่เข้าใจการทำงานแบบ Work-Life Balance
🚩เริ่มต้นพูดด้วยคำที่สร้างสรรค์
แทนที่จะใช้คำพูดห้วน ๆ ว่า อยากเลิกงานตรงเวลา หรือ ต้องไปทำธุระส่วนตัว ควรเปลี่ยนวิธีการพูดในเชิงบวก เช่น อยากทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการจัดการเวลาให้อยู่ภายใต้เวลาในการทำงานที่ทางบริษัทได้กำหนดเอาไว้ หากไม่มีเวลาพักผ่อนอาจส่งผลต่อการทำงานก็เป็นไปได้ คำพูดแนวนี้อาจช่วยให้เจ้านายรู้สึกว่า การทำงานตามเวลาได้แบบเต็มที่จะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น
🚩ทำงานให้มีประสิทธิภาพและเต็มที่
คุณต้องพิสูจน์ให้เจ้านายเห็นศักยภาพในการทำงานในขณะที่คุณกำลังทำงานตามเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรทำงานล่วงเวลาหรืองานไม่เสร็จตามที่ได้รับมอบหมาย
🚩ค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมองค์
หากคุณทำงานพอเป็นเวลานานสมควรแล้ว ควรหาเวลาหรือช่วงพักในการเริ่มต้นพูดกับเพื่อนร่วมงานโดยใช้ภาษากันเอง เข้าใจง่าย อย่างเช่น เริ่มต้นบทสนทนาในเรื่องของการชวนทำงานเพื่อออกทำงานได้ตรงเวลา หรือเริ่มต้นบทสนทนาในเรื่องของการสร้างสมดุลจัดสรรเวลาให้ทำงานภายใต้เวลาที่ทางบริษัทกำหนด
💡วิธีรับมือแรงกดดันโดยไม่ต้อง "เทียบตัวเองกับคนอื่น"
สำหรับใครที่ต้องการมองหาวิธีรับมือกับแรงกดดันจากการเทียบตัวเองกับคนอื่น หรือรับมืออย่างไรกับแรงกดดันที่เกิดจากการเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น ซึ่งจะมีวิธีอะไรบ้างที่จะสามารถรับมือจากแรงกดดันเหล่านี้ได้
🚩การกลับมารู้จักและเข้าใจตัวเอง
หลายคนอาจนำเอามาตรฐานคนอื่นมาตัดสินชีวิตของตัวเอง แต่อย่าลืมว่าเป้าหมาย ความฝัน และเส้นทางของแต่ละคนไม่เท่ากัน ควรโฟกัสเรื่องของตัวเองเป็นหลักและควรพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี โฟกัสถึงเป้าหมายหลักโดยที่ไม่สนใจหรือนำสิ่งที่คนอื่นประสบความสำเร็จมาเป็นบรรทัดฐานของตัวเอง
🚩โฟกัสการพัฒนาตัวเอง
แน่นอนว่าหลาย ๆ คน อาจรู้สึกว่าตัวเองด้อยกับคนอื่น สิ่งที่ท่านพอจะทำได้คือ การพัฒนาหรืออัพสกิลที่ตัวเองขาด เพื่อที่จะทำให้คุณเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นความก้าวหน้าที่จับต้องได้ โดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครเลย
🚩พยายามฝึกอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น
หลังคนมักจะถูกกดดันจากเหตุการณ์หรือความรู้สึกในอดีต หรือเกิดความกังวลเกี่ยวกับอนาคต แนะนำให้ลองฝึกโฟกัสกับสิ่งที่กำลังอยู่ เช่น การให้เวลากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การพัฒนาตัวเอง ลองฝึกฝนอะไรใหม่ ๆ หรือพยายามมองหาสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเปิดโอกาสให้คุณได้พบกับโอกาสในการทำงานหรือพัฒนาตัวเองในหลาย ๆ ด้าน
🚩เลือกเสพข้อมูลอย่างมีสติ
โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความเปรียบเทียบ ไม่ใช่เพราะคนอื่นตั้งใจอวดแต่อาจเพราะเรายังไม่แยกแยะว่า “ภาพที่เห็น” ไม่เท่ากับ “ความจริงทั้งหมด” ลองลดเวลาใช้โซเชียลหรือเลือกติดตามคอนเทนต์ที่ให้แรงบันดาลใจแทนที่จะทำให้รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า
🚩เตือนตัวเองว่า ‘ชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน’
คุณไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น ๆ หรือไม่ต้องมีชีวิตในแบบที่ใครหลายคนคาดหวัง แม้กระทั่งเป็นไปตามบรรทัดฐานสังคมของใครเลย ควรรอเวลาเพราะสักวันหนึ่งโอกาสของคุณก็จะมาถึง และยึดมั่นใจสิ่งที่ตัวเองต้องการเป็นหลัก เพราะอย่าลืมว่าการไปสู่ความสำเร็จของแต่ละคนนั้นมีเวลาที่แตกต่างกัน
💡สรุป
แน่นอนว่าความกดดันที่เหล่าคน Gen Z ต้องเจอก็คือ ความสำเร็จ ที่เป็นประเด็นสำคัญที่หลายคนต้องรับมือใหม่ได้ ไม่เพียงแค่ต้องรับมือจากการแข่งขันในองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่แรงกดดันจากโลกออนไลน์ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้บันทอนจิตใจของใครหลาย ๆ คน ยิ่งคนรุ่น Gen Z ที่แม้ว่าจะเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและมีความคุ้นเคยกับโซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก อีกทั้งยังได้รับข้อมูลข่าวสารทั้งในแง่บวกและลบได้อย่างรวดเร็ว และมักมีแนวโน้มที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นผ่านสิ่งที่เห็นในหน้าฟีดอยู่เสมอ ซึ่งในโลกออนไลน์นั้น ความสำเร็จ มักถูกนำเสนอในรูปแบบที่สวยงามและรวดเร็ว เช่น เพื่อนร่วมรุ่นที่ได้งานในบริษัทระดับโลก เปิดธุรกิจของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย หรือมีไลฟ์สไตล์ที่ดูพร้อมไปเสียทุกด้าน ทั้งการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ และการเติบโตในสายงาน ทำให้จุดนี้มีหลายคนได้ตั้งคำถามถึงความสำเร็จของตัวเองเลยทันที ว่ามันมากพอจะเป็นหน้าเป็นตาให้กับตัวเองในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงสื่อโซเชียลได้แล้วหรือไม่ ?
จากบทความที่เราได้กล่าวไปทั้งหมดความกดดันที่ทุก ๆ คน ต้องเผชิญอยู่สามารถรับมือได้โดยการเข้าใจตัวตนและเป้าหมายของตัวเองเสียก่อน อย่ามองว่าความสำเร็จของคนอื่นคือสิ่งที่บันทอดจิตใจ ให้มองถึงความสำเร็จของตัวเองและเป้าหมายที่อยากจะไปถึง พร้อมทั้งให้โอกาสตัวเองในการพบเจอสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา และอย่าลืมที่จะเปลี่ยนภาพความสำเร็จของคนอื่นเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองเติบโตบนเส้นทางที่ตัวเองเลือกมากกว่านำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเครื่องที่ทำให้ตัวเองต้องขาดความมั่นใจ
