เจอ Toxic Workplace ต้องทำยังไง? แนวทางสำหรับ GEN Z
ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าเหล่าคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ไม่ได้มองหางานแค่เพื่อเงินเดือนหรือความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิต” และ “สภาพแวดล้อมในที่ทำงาน” ด้วย ด้วยจุดนี้เองทำให้เด็กกลุ่มนี้มักประสบปัญหากับ Toxic Workplace หรือ “สภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ” ส่งผลให้หลาย ๆ คน ถอดใจจนต้องย้ายงานกันเลยทีเดียว โดยในวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีที่จะช่วยให้รับมือกับสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้ มีอะไรบ้างมาดูกันเลย
สารบัญ
สัญญาณเตือนว่าออฟฟิศนี้ “Toxic”
คุยอะไรก็เครียด ไม่กล้าพูดอะไรตรงๆ
ทำงานจนไม่มีเวลาพัก ไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเอง
เบื่อ เหนื่อยใจ ไม่อยากไปทำงาน
รับมือกับหัวหน้าไม่น่ารัก แบบไม่เสียสุขภาพจิต
Work-Life Balance สำคัญแค่ไหนในโลกของ Toxic Job
จัดการความเครียดจากงานอย่างไร เมื่อที่ทำงานไม่น่าอยู่อีกต่อไป
Toxic Workplace คืออะไร?
Toxic Workplace หรือสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ คือที่ทำงานที่มีพฤติกรรม รูปแบบการจัดการ หรือบรรยากาศภายในองค์กรที่ส่งผลในทางลบต่อบุคลากร ไม่ว่าจะในด้านจิตใจ อารมณ์ หรือพฤติกรรม ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากหลากหลายปัจจัย เช่น การมีหัวหน้างานที่ใช้คำพูดกดดันหรือข่มขู่ การไม่มีพื้นที่ให้พนักงานแสดงความคิดเห็น การเมืองในที่ทำงานที่เข้มงวดเกินไป การขาดความเคารพซึ่งกันและกันหรือแม้แต่การเอารัดเอาเปรียบกันในทีม นอกจากนี้การที่เผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมเช่นนี้บ่อย ๆ อาจสะสมจนเกิดเป็นความเครียดทำให้การทำงานไม่สนุกจนเกิดความคิดที่อยากลาออกก็ได้ แน่นอนว่าการทำงานควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ช่วยส่งเสริมให้เราเติบโต ไม่ใช่ทำให้เราหมดแรงทุกวันโดยไม่มีความสุข เพราะฉะนั้น อย่าละเลยสัญญาณเตือนของ Toxic ในที่ทำงาน และอย่ากลัวที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองในฐานะคนรุ่นใหม่ที่มีคุณค่าและความสามารถอย่าง Gen Z
สัญญาณเตือนว่าออฟฟิศนี้ “Toxic”
หลาย ๆ องค์กรต้องยอมรับว่าปัญหานี้อาจส่งผลทำให้คุณต้องพลาดโอกาสที่จะได้บุคคลกรมีคุณภาพไป ไม่ควรมองข้ามและให้ความสำคัญที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป ซึ่งสัญญาณเตือนสำคัญว่าออฟฟิศนี้เข้าข่าย Toxic หรือไม่นั้น เราคัดมาแล้วกับ 5 จุด ดังนี้
คุยอะไรก็เครียด ไม่กล้าพูดอะไรตรง ๆ
เริ่มต้นที่บรรยากาศในการสื่อสารที่เต็มไปด้วยความเครียด ไม่มีความเปิดกว้าง ไม่สามารถพูดคุยหรือเสนอความคิดเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา ทุกครั้งที่ประชุมหรือพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า กลับรู้สึกกดดัน ต้องระวังคำพูด หวั่นว่าจะโดนตำหนิหรือเอาคำพูดไปบิดเบือน สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ได้ว่าที่ทำงานไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานรู้สึกว่า “เสียงของเขามีค่า” หรือ “เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีม” หริือไม่ เพราะฉะนั้นการพูดคุยหรือคอยถามไถ่ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ไม่ควรใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเด็ดขาด
หัวหน้าชอบใช้อารมณ์
สำหรับหัวหน้างานที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการตะคอก ใช้ถ้อยคำประชดประชัน หรือแสดงความไม่พอใจโดยไม่พูดคุยด้วยเหตุผล เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานรู้สึกหมดกำลังใจ องค์กรที่ดีไม่ควรให้พลังของอารมณ์มาเป็นเครื่องมือควบคุมผู้อื่น เพราะนอกจากจะทำลายบรรยากาศในการทำงานแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพจิตของทีมโดยรวม พนักงานจะเริ่มไม่กล้าเข้าใกล้ ไม่กล้าขอคำปรึกษา และรู้สึกว่าเจ้านายไม่ใช่ผู้นำที่ควรเชื่อมั่น ในฐานะองค์กรควรมีการทำแบบสอบถามหรือพูดคุยกับพนักงาน พยายามสังเกตเพื่อประเมินความเครียดนี้ด้วย
ทำงานจนไม่มีเวลาพัก ไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเอง
ในออฟฟิศที่เป็นพิษ มักมาพร้อมกับการทำงานหนักโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพหรือขีดจำกัดของพนักงาน หลายคนต้องทำงานเกินเวลาอย่างต่อเนื่อง ถูกคาดหวังให้ "พร้อมเสมอ" แม้ในช่วงเวลาส่วนตัว บางคนต้องทำงานซ้ำ ๆ โดยไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ ๆ หรือได้รับมอบหมายงานที่ท้าทายเพื่อให้เติบโต นั่นแปลว่าองค์กรไม่ได้ใส่ใจในศักยภาพของพนักงาน แต่เพียงแค่มองว่า “คุณต้องทำงานให้เสร็จ” เท่านั้น อย่าลืมว่าการมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการพักผ่อนในที่ทำงานจึงเป็นส่วนสำคัญเหมือนกันที่จะทำให้ออฟฟิศน่าอยู่มากกว่าเดิม
เพื่อนร่วมงานไม่ไว้ใจกัน
หากคุณรู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานในทีมไม่มีความเชื่อใจกัน ไม่กล้าฝากงานต่อ หรือแม้แต่หวาดระแวงว่าจะมีใครเอาความดีความชอบไปเป็นของตัวเอง นั่นอาจหมายถึงวัฒนธรรมองค์กรกำลังสร้างการแข่งขันที่ผิด ไม่เน้นการทำงานเป็นทีม แต่กลับส่งเสริมให้แต่ละคนอยู่รอดด้วยตัวเอง ความไม่ไว้ใจเป็นเหมือนกำแพงที่ขวางการร่วมมือ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และเต็มไปด้วยความเครียดสะสม แน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลต่อการทำงานในระยะยาวรวมไปถึงประสิทธิภาพการทำงานด้วย
เบื่อ เหนื่อยใจ ไม่อยากไปทำงาน
เมื่อความรู้สึกเบื่อหรือเหนื่อยใจเกิดขึ้นบ่อย ๆ จนไม่อยากลุกจากเตียงไปทำงาน ทั้งที่ตัวงานอาจไม่ได้ยากหรือไม่น่าสนใจ นั่นเป็นสัญญาณจากภายในว่าคุณอาจกำลังได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมรอบตัวแล้ว เพราะต่อให้คุณรักในสิ่งที่ทำมากแค่ไหน หากต้องทำในที่ที่ไม่มีความสุข ความรู้สึกหมดแรง หมดใจ ก็จะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทุกวัน จนกระทั่งรู้สึกอยากลาออกแม้ยังไม่มีที่ไป เรียกว่าเป็นจุดสุดท้ายเลยก็ว่าได้ที่หลายคนทนไม่ไหวและต้องเผชิญหน้ากับสัญญาณสุดท้ายนี้
รับมือกับหัวหน้าไม่น่ารัก แบบไม่เสียสุขภาพจิต
แน่นอนว่าการมี “หัวหน้า” ที่ไม่น่ารัก ย่อมส่งผลต่อสุขภาพจิตแบบสุด ๆ ไปเลย เนื่องจากเราต้องทำงานกับเขาแบบหลีกเลี่ยงยาก แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อยุคนี้การเปลี่ยนงานหรือหางานดี ๆ สักงาน กลายเป็นเรื่องยากเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราต้องมีงิธีการรับมือกับเจ้าหน้าที่ไม่น่ารัก สิ่งแรกที่ท่านต้องทำคือ การหลีกเลี่ยงการปะทะอารมณ์แบบรุนแรง แน่นอนว่าในฐานะของพนักงานเราไม่สามารถเลือกเจ้านายหรือเปลี่ยนแปลงองค์กรได้เลย สิ่งที่ทำได้คือ กางวางตัวและรักษาขอบเขตเอาไว้ หากหัวหน้ามีลักษณะที่ชอบใช้อารมณ์หรือพูดประชด ควรพยายามแยกอารมณ์ของตัวเองออกจากคำพูดเหล่านั้น พร้อมประเมินอย่างเป็นกลางว่า ข้อวิจารณ์ที่ได้รับนั้นมีเหตุผลหรือไม่ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ควรเก็บมาคิดก็เพียงปล่อยผ่านเพื่อปกป้องสภาพจิตใจของตัวเอง พยายามหลัีกเลี่ยงการพูดคุยหรือเน้นการคุยเฉพาะเรื่องง่ายเท่านั้น โดยให้คิดเสียว่า เราจำเป็นต้องทำงานร่วมกับคนแบบนี้เพื่อตำแหน่งงานและรายได้ แถมยังเป็นปัจจับที่เราไม่สามารถหลีดเลี่ยงได้ด้วย นอกจากความ Toxic ที่ได้จากหัวหน้าแล้ว การพบเจอเพื่อนร่วมงานแบบ Toxic ก็เป็นสิ่งที่หลายคนเจอเช่นเดียวกัน สำหรับใครที่ต้องการรับมือกับปัญหานี้ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ HOW TO รับมือกับเพื่อนร่วมงาน Toxic อย่างไรให้เป็นมืออาชีพที่ช่วยให้คุณมีความสุขในการทำงานมากขึ้น
Work-Life Balance สำคัญแค่ไหนในโลกของ Toxic Job
การทำงานควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ส่งเสริมให้เรารู้สึกมีคุณค่า เติบโต และภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำ แต่เมื่อความเป็นจริงกลายเป็นการทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความกดดัน ไม่เป็นธรรม หรือขาดความชัดเจนในโครงสร้างงาน ปัญหาเรื่อง Work-Life Balance หรือสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่หลายคนเริ่มตระหนัก
แต่ในโลกของ Toxic Job ซึ่งหมายถึงงานที่ทำให้รู้สึกเครียด อึดอัด หรือหมดไฟอยู่ตลอดเวลา การรักษา Work-Life Balance เป็นเหมือน “เส้นชีวิต” ที่ช่วยให้ยังพอมีพลังต่อสู้ในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อองค์กรไม่ใส่ใจหรือไม่สนับสนุนการมีชีวิตส่วนตัวของพนักงาน เช่น การคาดหวังให้ตอบแชทนอกเวลางานตลอดเวลา การวัดความขยันจากชั่วโมงการทำงานมากกว่าผลลัพธ์ หรือแม้แต่การเบลอเส้นแบ่งระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว แต่ความหมายของ Work Life Balance คืออะไร มีอะไรบ้าง ? สำหรับคนทำงานยุคใหม่สามารถอ่านเพิ่มเติมและทำความเข้าใจได้เลย
เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ การรู้จักแบ่งเวลาให้กับตัวเองให้มากพอ เช่น การพักจริง ๆ ในเวลาพัก การหยุดใช้โทรศัพท์เรื่องงานหลังเลิกงาน หรือการหากิจกรรมที่เติมพลังใจให้ตัวเอง คือวิธีที่ช่วยรักษา Work-Life Balance ได้แม้จะอยู่ในงานที่กดดัน การมีวินัยกับเวลาชีวิตไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นการบอกตัวเองว่า “เรามีค่า” และควรได้ดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม
จัดการความเครียดจากงานอย่างไร เมื่อที่ทำงานไม่น่าอยู่อีกต่อไป
ความเครียดจากที่ทำงานอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่งานที่หนักเกินไป หัวหน้าที่ไม่ให้การสนับสนุน เพื่อนร่วมงานที่ไม่เป็นมิตร ไปจนถึงโครงสร้างองค์กรที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือเกิดขึ้นพร้อมกัน ความรู้สึก “ไม่น่าอยู่” ก็จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย จนกลายเป็นความอึดอัด เบื่อหน่าย และในที่สุดคือ “หมดแรง” แม้ยังไม่ได้เริ่มทำงานในแต่ละวัน การจัดการกับความเครียดลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อยังไม่สามารถออกจากงานได้ทันที แต่ก็ยังมีวิธีที่สามารถทำได้เพื่อปกป้องตัวเองจากผลกระทบที่หนักขึ้น การเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการยอมรับว่าคุณกำลังเผชิญกับปัญหา และไม่โทษตัวเองที่รู้สึกเช่นนั้น เพราะความเครียดจากสิ่งแวดล้อมภายนอกไม่ใช่เครื่องชี้วัดความสามารถของคุณ
การแบ่งเวลาพักที่แท้จริง แม้เพียงวันละ 10-15 นาที เพื่อทำกิจกรรมเล็ก ๆ ที่ชอบ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือเดินเล่น สามารถช่วยให้สมองได้ผ่อนคลาย นอกจากนี้ การฝึกจดบันทึกความรู้สึกในแต่ละวันอาจช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าความเครียดมาจากจุดไหนบ้าง และจะวางแผนจัดการอย่างไรดี จงอย่าลืมว่าการทำงานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต หากเราเต็มที่ในเวลางานแล้วเมื่อจบงานก็เป็นเวลาที่เราต้องอยู่กับตัวเองและมองหาความสุขได้อย่างเต็มที่
แน่นอนว่าในโลกของการทำงานย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนอาจต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น หัวหน้าที่ไม่น่ารัก เพื่อนร่วมงานที่ไม่ไว้ใจกัน หรือวัฒนธรรมองค์กรที่กดดันและไม่ให้พื้นที่ปลอดภัย ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกหมดแรง หมดใจ และอยากหนีไปให้ไกล แต่ในความเป็นจริง เราไม่สามารถเลือกทุกอย่างได้ทันที บางคนจำเป็นต้องทนทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเพราะภาระหรือโอกาสที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้น การรู้เท่าทันสัญญาณของ “Toxic Workplace” และหาวิธีรับมืออย่างมีสติ จึงเป็นทางรอดที่สำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารอย่างเหมาะสมกับหัวหน้า การตั้งขอบเขตของชีวิตตัวเองให้ชัดเจน หรือการจัดการความเครียดด้วยการพักใจ พักกายเมื่อจำเป็น ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยปกป้องสุขภาพจิตของเราในทุกวันทำงานดีมากขึ้นด้วย
