"safe zone" ของชาว LGBTQ+ ระดับองค์กร มีความสำคัญอย่างไร?

คุณรู้หรือไม่? ความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ+ บนโลกของเราสามารถพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด และความหลากหลายทางเพศนี้ เกิดขึ้นในธรรมชาติที่มีมาแต่ช้านาน เพียงแต่ในสมัยก่อนความหลากหลายทางเพศหรือที่เราเรียกกันว่าคนที่มีจิตใจไม่ตรงกับเพศสภาพ อาทิเช่น ตุ๊ด เกย์ ทอม ดี้ รวมถึงภาพลักษณ์ที่ชายหญิงต้องอยู่ร่วมกันหากต่างกันก็จะถูกมองว่าแปลกและไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคม อีกทั้ง ยังอาจถูกลิดรอนสิทธิต่าง ๆ ทำให้คนที่เพศสภาพเหล่านี้ต่างปิดบังตัวตน เพราะกลัวถูกคนในสังคมรังแกรวมไปทั่งคนในครอบครัว หรือคิดว่าสิ่งที่ตนเป็นคือความผิดปกติที่แตกต่างจากสังคม โดยเฉพาะกับเด็กที่มักถูกเยาะเย้ยเรื่องความคิดไม่ตรงกับเพศของตัวเอง แม้แต่คนใกล้ชิดในครอบครัวก็ไม่เข้าใจและยอมรับ บางครอบครัวพยายามพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา จนกลายเป็นความกดดันเป็นปมด้อยเมื่อโตขึ้น
โดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา หัวข้อหนึ่งที่สังคมไทยและทั่วโลกพูดถึงกันมากคือเรื่อง “ความเท่าเทียมทางเพศ” ไม่ว่าจะผ่านช่องทางออนไลน์หรือการเดินขบวนเรียกร้องอย่างเป็นทางการต่าง ๆ ที่พูดกันในสังคมไทย เราจะเห็นว่าชาว LGBTQ+ เริ่มที่จะออกมา come-out รวมถึงเริ่มแสดงออกและเป็นตัวของตัวเอง รวมถึงได้รับการยอมรับมากขึ้นกว่าเดิม แต่นี่คือการยอมรับในระดับใด ยอมรับมากน้อยเพียงใด และความเท่าเทียมทางเพศระหว่าง LGBTQ+ กับคนตรงเพศสภาพนั้นไปไกลถึงระดับองค์กรและที่ทำงานแล้วหรือยัง
LGBTQ+ เพศสภาพที่หลายองค์กรทั่วโลกมีการยอมรับมากขึ้นในปัจจุบัน
- L: Lesbian คำเรียกความรักระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง โดยไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายใดฝากหนึ่งมีความรู้สึกเหมือนกับเพศชายก็ได้
- G: Gay คำเรียกแสดงถึงความรักของผู้ชายกับผู้ชายที่มีความรักเหมือนกับ Straight โดยไม่แบ่งแยกว่าต้องแต่งสาวหรือไม่
- B: Bisexual คำเรียกของกลุ่มคนที่มีความรักต่อทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยไม่กำหนดว่าต้องรักเพศไหนมากกว่ากัน
- T: Transsexual กลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนแปลงเพศของตนเองให้เป็นไปอย่างที่ใจต้องการ
- Q: Queer หมายถึงกลุ่มคนที่ชอบเพศอะไรก็ได้ในกลุ่ม LGBTQ โดยไม่ได้กำหนดตายตัว
ปัจจุบันจำนวน LGBTQ+ มีเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะสังคมโลกทุกวันนี้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงออกมากขึ้น ในประเทศไทยเริ่มมีกฎหมายรองรับการใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าชุมชน LGBTQ มีความน่าสนใจเป็นพิเศษในขณะนี้ เนื่องจากความหลากหลายทางเพศเป็นกุญแจสำคัญใหม่ในการเติบโตของธุรกิจที่มีอยู่อีกด้วย ในที่นี่เราขอยกตัวอย่าง Apple บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ไปดูกันว่าพวกเขามีกลยุทธ์อย่างไรในการเจาะเข้าไปอยู่ในใจของคนกลุ่ม LGBTQ
- Apple
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลกรายนี้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและสนับสนุนชุมชน LGBTQ+ รวมถึง CEO Tim Cook ที่กล้าแสดงออกว่าเป็นกลุ่ม LGBTQ และมีนโยบายสนับสนุนชุมชน LGBTQ เสมอมา ไปจนถึงการออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Watch ที่เล่นกับสีสันของสายและหน้าปัดสีรุ้งเพื่อให้ทุกคนได้เฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของชาว LGBTQ ได้ทุกวัน Apple เป็นแนวหน้าในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมในสังคม เขายังช่วยหาทุนให้กับองค์กรการกุศลมากมาย เช่น ILGA World ซึ่งเป็นองค์กรที่ต่อสู้เพื่อความหลากหลายและสิทธิทางเพศ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เด็กและผู้ใหญ่ทุกเพศทุกวัยไว้วางใจผลิตภัณฑ์ของ Apple เพราะพวกเขาเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของ Apple ช่วยให้พวกเขามีเท่าเทียมกันมากขึ้น
ความสำคัญของชาว LGBTQ ที่ส่งผลให้องค์กรมี “Workforce Diversity” มากขึ้น
“Workforce Diversity” หรือความหลากหลายในองค์ หลายคนในที่นี้อาจพึ่งเคยได้ยินคำนี้ โดยคำนี้พึ่งเข้ามามีบทบาทในช่วงครึ่งทศวรรษหลัง บริษัทชั้นนำรวมไปถึงองค์การหลายแห่งทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับความหลากหลายของพนักงานในองค์กรมากขึ้น โดยเชื่อว่าการผสมผสานอย่างลงตัวของบุคลากรที่มาจากภูมิหลังที่แตกต่างกันจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อองค์กร ตามรายงานของ McKinsey พบว่าความหลากหลายของแรงงานภายในองค์ช่วยลดต้นทุนแฝงและเพิ่มผลกำไรให้กับบริษัทต่าง ๆ จากการสำรวจในสหรัฐอเมริกาพบว่าองค์กรที่มีพนักงานหลากหลายเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ทำกำไรได้มากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 35% ซึ่งผลงานส่วนหนึ่งมาจากการไม่ต้องปิดบังตัวตนและมีอิสระเสรีที่จะคิดและแสดงออก
จากการสำรวจของสถาบันวิลเลียมส์ พบว่าบริษัทที่มีนโยบายและบรรยากาศที่สนับสนุน LGBTQ+ ให้กล้าแสดงออกสามารถช่วยลดความเครียดได้ และยกระดับสุขภาพจิตของพนักงาน รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างพนักงานกับเจ้านาย ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นในรูปแบบของผลงานและผลกำไร ตัวอย่างบริษัทระดับยักษ์ใหญ่ที่สนับสนุนความเท่าเทียมของชาว LGBTQ ได้แก่ Microsoft, AstraZeneca, IKEA, Apple, Visa, Adobe รวมไปถึง Coca-Cola ก็มีนโยบายสนับสนุน LGBTQ ในองค์กรเช่นกัน
ในปัจจุบันรวมไปถึงอนาคต เทรนด์ LGBTQ+ อาจเปลี่ยนธุรกิจให้เติบโตมากขึ้น เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว จากภาวะเศรษฐกิจซบเซาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะประเทศไทยของเรามีสถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้ชาว LGBTQ ได้แสดงออกอย่างเปิดเผย หรือธุรกิจสุขภาพและความงาม เพราะคนส่วนใหญ่ในชุมชน LGBTQ จะดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เช่น การทำศัลยกรรมหรือสกินแคร์จะตอบโจทย์กลุ่ม LGBTQ ได้เป็นอย่างดี แต่เดิมคำจำกัดความของ LGBTQ อาจแสดงถึงความหลากหลายทางเพศ แต่เมื่อประชาคมโลกยอมรับมากขึ้น LGBTQ และหลายองค์กรใหญ่ ๆ ต่างผลักดันกลุ่มเหล่านี้ พวกเขาเหล่านี้อาจเป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่ทำให้เราเห็นว่าพวกเขาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้า
